นวนิยายอิงประวัติศาสตร์

บรรพที่ ๘ เมื่อมองโกลฝังศพ

เฮอลึนรอคอยฟังเสียงฝีเท้าม้าสองตัวตั้งแต่หัวค่ำ แต่เวลานี้ดึกมากแล้วก็ยังไม่มา นางเอากูมิสเมรัยที่ทำจากนมม้าทิ้งให้เปรี้ยวออกมารินเลี้ยงญาติของเยสุเกถึงสองรอบแล้ว เตมูยินและเมิงลิกก็ยังไม่มา เฮอลึนไม่เลี้ยงกูมิสต่อไป เกรงคนทั้งหลายจะเมาเสียเปล่าๆ นางจึงเอาใบชาที่รอนแรมจากเมืองจีนที่มีติดกระโจมออกมาชงแจก ใจนางคิดกังวลไปร้อยแปดพันประการ หรือว่าเมิงลิกพาเตมูยินไปประสบอันตรายเข้าอีก แต่นางรีบผลักความคิดนั้นออกไป 'อะไรกัน คนอย่างเราไม่น่าจะโชคร้ายถึงอย่างนั้น' ใจคิด ว้าวุ่น 'สมมุติว่าเตมูยินไม่กลับมา เราจะทำอย่างไร' นึกแล้วนางก็ใจฝ่อ แต่อีกใจหนึ่งก็ฮึดสู้ขึ้นมา 'ช่างเถอะ เราไม่อยากคิด ถ้าเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นอีกจริง เราก็ไม่ยอมแพ้โชคชะตา ยอมตายไปง่ายๆหรอก หากเตมูยินตายลงไปอีกคน เราก็ยังมีลูกเล็กๆ อีกตั้งหลายคนที่เกาะแขนเกาะขาเราอยู่ ไม่ได้ เราจะตายไม่ได้ ยอมงอมืองอตีนก็ไม่ได้ หาไม่ลูกเล็กๆ ของเราจะพากันตายหมด เอาไว้ถ้าเราไม่เหลือลูกอีกสักคน เราจึงจะยอมตาย' ขณะที่เฮอลึนขบฟันประกอบการตัดสินใจเด็ดขาดของตนเอง พลันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าสองตัวกึกก้อง แล้วอีกประเดี๋ยวเดียวเสียงฝีเท้าม้าก็มาอยู่หน้ากระโจม

ดาริไต-โอทชิกินกระโดดไปเปิดประตูอย่างว่องไว พอดีกับเตมูยินโผล่พรวดเข้าประตูมา มีเมิงลิกตามมาติดๆ เตมูยินยืนนิ่งเหมือนจะสำรวจดูคนที่อยู่ในกระโจม แล้วจึงคุกเข่าคำนับเฮอลึนผู้เป็นมารดาก่อนคนอื่น แล้วจึงหันไปทำความเคารพดาริไต- โอทชิกินน้องชายคนสุดท้องของบิดา แล้วจึงทำความเคารพเนกุนไตชิพี่ชายต่างมารดาของเยสุเก ส่วนกุชาร์ซึ่งนับเป็นลูกพี่ลูกน้องกับตนนั้น เตมูยินเพียงแต่ยิ้มให้ แล้วพูดทักทายว่า "อ้อ พี่กุชาร์ก็มาด้วย ขอบคุณพี่มาก

"พี่เสียใจด้วยมาก" กุชาร์พูดแล้วจับมือเตมูยินไว้แน่น

"ขอบใจ" เตมูยินบีบมือกุชาร์ แล้วถามว่า "คุณพ่ออยู่ที่ไหน"

"ยังอยู่ที่ที่นอน เราทุกคนรอให้ลูกคนโตมาเสียก่อนจึงจะฝัง" ดาริไต-โอทชิกินตอบ

เตมูยินจึงเดินไปเปิดผ้าห่มดูหน้าบิดา เห็นหน้าสีเขียวคล้ำ เอามือจับดูก็เย็นดังก้อนหิน เตมูยินจึงว่า "ตอนจากกับข้าพเจ้า ดวงหน้าคุณพ่อยังยิ้มแย้มเหมือนดวงอาทิตย์ตอนกลางวัน เวลานี้กลายเป็นอาทิตย์ตกดิน เรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรมาก มันทำเราก่อน เราจึงต้องตอบแทน ข้าพเจ้าจะไม่หยุดการแก้แค้น จนกว่าไม่มีคำว่าเผ่าตาตาร์อยู่ในโลก"

"ค่อยๆ คิด ค่อยพูดค่อยจากันเถิด เตมูยิน" เนกุนไตชิให้สติ "ท่านเพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ เราจะจัดการฝังเยสุเกเสียในวันพรุ่งนี้" ไม่ทราบว่าความรู้สึกอะไรทำให้เนกุนไตชิพูดกับเตมูยินเหมือนพูดกับผู้ใหญ่ ท่าทางอันมีสง่าของเตมูยินทำให้เนกุนไตชิไม่กล้าใช้คำว่าเจ้า "เราขุดหลุมฝังศพไว้แล้ว พรุ่งนี้ท่านเลือกสมบัติของบิดาท่านที่จะฝังไปด้วย เลือกได้แล้วเราจะฝังกันเสียเลย"

"ท่านขุดหลุมไว้ที่ไหน"

"ในที่ราบ ไม่มีอะไรเป็นที่สังเกต พอกลบหลุมแล้วเราจะเอาวัวคราดดินแล้วหว่านต้นหนามเล็บแร้งไว้ให้เต็มพื้นที่ ผู้คนคงไม่ต้องการมาเหยียบย่ำหนาม"

"ดีมาก" เตมูยินพูด เฮอลึนซึ่งคอยจะชี้แจงเรื่องญาติสองคนนี้ไม่ยอมให้นางฝังเยสุเกใต้ต้นสนใหญ่จึงได้แต่นิ่งอึ้ง ในเมื่อเตมูยินตกปากรับคำของญาติทั้งสองเสียแล้ว นางก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก นางไม่ควรพูดเรื่องทางเลือกอื่นขึ้นมาให้เตมูยินลังเลใจ ถ้าเกิดเตมูยินเชื่อนางแล้วพูดจากลับคำ คนทั้งหลายจะไม่เชื่อถือคำพูดของเตมูยิน นางระมัดระวังที่จะให้เตมูยินรักษาภาพพจน์ ความเป็นผู้ตัดสินใจเด็ดขาด พูดคำไหน เป็นคำนั้น โอลูกแม่ แม่จะตามถนอมกล่อมเกลี้ยงเจ้า รักษาตัวลูก และรักษาชื่อเสียงของลูกที่สุดเท่าที่แม่จะทำได้ ความรักลูกของเฮอลึนนั้นใหญ่หลวงนัก มีอำนาจปิดปากไม่ให้นางกล่าวถ้อยคำเป็นเสี้ยนหนามหรือส่อเสียดจนลูกเกิดความสับสน

เมื่อพูดธุระกันเสร็จ คนทั้งหลายก็แยกย้ายกันไปนอนขดตัวตามมุมต่างๆของกระโจม ญาติของเยสุเกยังไม่กลับกระโจมของตน ต่างคนรอจะให้เสร็จการฝังศพในวันรุ่งขึ้น ส่วนเมิงลิกรีบลากลับกระโจมของเขา บอกว่าพรุ่งนี้จะรีบมาแต่เช้า

เตมูยินนอนลงใกล้ศพของบิดา นึกสงสัยในใจว่าพรุ่งนี้จะมีคนมาช่วยงานสักกี่คน ถ้าเป็นงานของสมาชิกในครอบครัวคนอื่น แต่เยสุเกยังอยู่ คนช่วยงานคงแห่กันมาหมดเผ่าบอร์ยิกิน แต่นี่เตมูยินเห็นแต่ดาริไต-โอทชิกินซึ่งเป็นญาติสนิทที่สุดกับเนกุนไตชิและลูกชายของเขาเท่านั้น พี่น้องร่วมท้องคนอื่นของบิดา เช่น โตบูและคนอื่นไม่ได้มา พวกลุงต่างมารดายิ่งแล้วใหญ่ "ไม่มีใครโผล่มาสักคนเดียว เรื่องก็คงเป็นอย่างที่ เมิงลิกพูดในป่าน่ะแหละ พอพ่อตายคือคนที่เขาจะพึ่งได้ตายไปแล้ว สมัครพรรคพวกและสมุนของพ่อคงพากันไปหาที่พึ่งใหม่ ใครจะมาแยแสกับแม่ม่ายซึ่งมีลูกเล็กๆห้าคน" เตมูยินถอนใจ "แต่ว่าลูกเล็กห้าคนแน่หรือ เราเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว คู่หมั้นก็มีแล้ว คาซาร์ก็ตัวโตกว่าเราเสียอีก พวกเราไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่จะงอมืองอเท้า พอไม่มีใครเลี้ยงก็อดตาย ไม่หรอก เวลาแก้แค้นมีอีกยาวไกล ในเมื่อพวกมันไม่มาก็ดีแล้ว เราจะได้ไม่ต้องฆ่าสัตว์เลี้ยงดู เราจะไม่ยอมฆ่าม้าของพ่อเด็ดขาด เป็นอย่างไรก็เป็นกัน" เตมูยินนอนคิดเรื่องวันพรุ่งนี้จนกระทั่งผล็อยหลับไป

วันรุ่งขึ้นฟ้าใสกระจ่าง เทนกรีเทพแห่งท้องฟ้านิรันดร์กาลคงเตรียมต้อนรับราชบุตรคนกล้าของพระองค์ด้วยทุ่งดอกไม้บานอันงามสดใส และเยสุเกคงได้ขี่ม้าคึกคะนองข้ามทุ่งดอกไม้บานนั้นตลอดไป ความงามอันสูงสุดในทัศนะของชาวมองโกล คือทุ่งดอกไม้บานในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ซึ่งดอกไม้นานาสีนานาพันธุ์ปลิวมาจากพระหัตถ์ของเทนกรีลงปกคลุมพื้นพสุธาจนมองไม่เห็นพื้นดิน และโลกหล้าอันเดียรดาษไปด้วยพรมอันอ่อนนุ่มหลากสีของกลีบผกาก็หยุ่นตัวรับเท้าม้า ทำให้คนขี่รู้สึกได้ถึงความนุ่มของพื้นปฐพีอันเท้าม้าแตะต้องแล้วลอยไป

คนในกระโจมของเยสุเกทุกคนตื่นตัวพร้อมแล้ว โคอาชินและบุตรชายทั้งสองของนางรู้สึกถึงแรงบีบบังคับของสังคมรอบตัวจนทนนอนเฉยอยู่ไม่ได้ เด็กเล็กถูกผู้ใหญ่จูงหรืออุ้มให้ไปทำศพพ่อโดยพร้อมเพรียงกัน เฮอลึนปิดประตูกระโจม แม้สายจนป่านนี้แล้วก็ยังไม่มีวี่แววคนที่จะมาช่วยงาน คงมีแต่เมิงลิกและภรรยาของเขาที่มาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เตมูยินพูดว่า "เราจะไปกันแค่นี้ละ ไม่ต้องรอคนอื่นหรอก ถ้าเขาจะมาเขาคงมาแล้ว" ทุกคนพยักหน้า แล้วดาริไต-โอทชิกินก็นำทางไป ในมือถือคันศรอันใหญ่และหนักของเยสุเกซึ่งจะให้คนตายไปใช้ในโลกหน้า แต่ละคนต่างถือเครื่องมือเครื่องใช้ของเยสุเกคนละเล็กคนละน้อย ปิดท้ายขบวนด้วยภรรยาและบุตรชายคนโตทั้งสองของผู้ตาย คือ เตมูยิน กับ คาซาร์ ซึ่งถือผืนหนังหมีขาวสำหรับไปคลุมศพของเยสุเกก่อนฝังกลบ ในขบวนแห่ศพของชนชาติมองโกลใจเหล็กเหล่านี้ไม่มีใครร้องไห้ เฮอลึนกัดฟัน กลั้นน้ำตาจนปวดกราม เนกุนไตชิและกุชาร์บุตรชายช่วยกันเข็นล้อเลื่อนที่วางศพ ปากก็พร่ำว่า "เทนกรี เทนกรี เทพแห่งท้องฟ้านิรันดร์กาลโปรดรับวีรบุรุษผู้กล้าหาญไปด้วย"

เตมูยินมีดวงหน้าที่เฉยสงบนิ่งจนคนทั้งหลายเดาไม่ถูกว่าเขากำลังคิดอะไร น่าประหลาดใจที่คนอายุเก้าปีบริบูรณ์ย่างเข้าสิบปีสามารถเก็บอารมณ์ได้ดีถึงเพียงนี้ ต่างคนต่างช่วยกันฝังศพอย่างเงียบๆ เขาเอาเยสุเกลงนอนหงายราบๆในหลุม เอาข้าวของสัมภาระที่จะให้ไปกับศพลงวางตามช่องว่างในหลุม เอาอาวุธคือคันศรและลูกศรลงวางบนอก แล้วเฮอลึนกับเตมูยินและคาซาร์ก็กางหนังหมีขาวคลุมศีรษะศพลงไปจนจรดปลายเท้า แล้วเตมูยินจึงไปยืนข้างขวาของพ่อ กล่าวสรรเสริญความกล้าหาญและความยุติธรรมซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เด่นมากของเยสุเก แล้วจึงเอ่ยนามบุตรทุกคนของเยสุเก คือ เตมูยิน คาซาร์ คาชิอุน เตมูเก และเตมูลุน แล้วเตมูยินจึงเอ่ยนามบุตรชายของเยสุเกอีกครรภ์หนึ่ง คือ เบลกุเต แล้วเตมูยินนิ่งไปนานก่อนที่จะกล่าวนามเบกเตอร์ แล้วจึงกล่าวว่าลูกทุกคนจะดำเนินตามรอยเท้าของบิดาในเรื่องความกล้าหาญและความยุติธรรม และจะดูแลแม่ คือเฮอลึนและโคอาชินให้มีความสุขตลอดไปแม้ในยามแก่เฒ่า แล้วเตมูยินจึงกล่าวลงท้ายว่าตนจะทำดีกับทุกคนที่ทำดีต่อพ่อ และจะเป็นศัตรูกับศัตรูทุกคนของพ่อ และขอให้พ่อจำไว้ว่าก่อนที่เตมูยินจะทำอะไรต่อไปในชีวิต เขาจะทำลายล้างชื่อเผ่าตาตาร์ให้หายไปจากโลกนี้ และจะเอาขื่อคามาสวมคอชนเผ่านี้ให้เป็นทาสของคนมองโกลตลอดไป ขอเยสุเกจงจำคำกล่าวของเตมูยินบุตรชายคนโตของท่านไว้ด้วย เมื่อเตมูยินกล่าวคำอำลาบิดาจบลง ทุกคนก็ช่วยกันกลบหลุมศพ แล้วเมิงลิกจึงเอาวัวเทียมคราดมาคราดที่ตั้งหลุมศพจนเตียนกลืนเข้าไปกับที่ราบโดยรอบ เนกุนไตชิจึงเอาเมล็ดพันธุ์ต้นหนามเล็บแร้งโปรยห่างๆ ให้ดูราวกับต้นไม้ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ทุกคนทำตามบทบาทของตนโดยไม่ปริปากพูด งานศพแรกที่เตมูยินเพิ่งเคยเข้าร่วมผ่านไปในความเงียบอันน่ารันทดสลดใจ แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันกลับกระโจมของตน ก่อนจากกันดาริไต-โอทชิกินพูดกับเตมูยินว่า "ตอนค่ำๆ อาจะไปหาอีกทีหนึ่ง จะได้พูดธุระกัน"

"เชิญท่านอาตามสบายเถิดขอรับ" เตมูยินรับคำอย่างสุภาพ ไม่ถามแสดงความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆ เสียด้วยว่าธุระอะไร คงปล่อยเรื่องให้ผ่านไปตามสบายเหมือนกับว่าตนนั้นเป็นผู้ใหญ่และรู้เรื่องธุระของดาริไต-โอทชิกินดีแล้ว ทำให้ผู้ใหญ่ทุกคนในที่นั้นต่างพากันทึ่งในความใจเย็นของเตมูยินไปตามๆกัน "เตมูยินนี่ ต่อไปมันจะเป็นอย่างไรนะ"

"นี่มันเล่นบทใจเย็นแบบผู้ใหญ่ หรือว่ามันโง่ไม่รู้ประสีประสาอะไรเลย" โคอาชินนึกขุ่นข้องอยู่ในใจ ทว่าในฐานะของภรรยาน้อย นางรู้ว่านางไม่ควรปริปากพูด

ข้างเบกเตอร์ก็ฮึดฮัดขัดข้องอยู่ในใจเหมือนกันว่า 'น่าที่เทนกรีจะลากเอามันไปอีกคน วางท่าเป็นผู้ใหญ่อย่างน่าหมั่นไส้ มันรู้ไหมว่าธุระของดาริไต-โอทชิกินคืออะไร มันเป็นลูกไม่มีพ่อแล้วจะกลายเป็นลูกไม่มีแม่อีกนะ มันรู้ตัวมันเองหรือเปล่า หรือเอ๊ะ แล้วตัวเราเล่า ต่อไปเราจะเป็นอย่างไร' เบกเตอร์คิดแล้วไม่สบายใจ 'แม่เรายังสาว ใครจะมาขอไปเป็นเมียน้อยอีกก็เป็นได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นตัวเราจะทำอย่างไร' ความหมกมุ่นในความคิดของตนเองทำให้เบกเตอร์ไม่ทำปากคอเราะรายหาเรื่องเตมูยินดังที่ตั้งใจไว้

ดาริไต-โอทชิกินพาขบวนทำศพเลี้ยวซ้ายเฉไปจากทางเดินเดิม เตมูยินจึงทักท้วงในทันที ดาริไต-โอทชิกินนึกประหลาดในใจความประสาทไวของเตมูยิน แล้วจึงกล่าวทำนองปลอบใจว่า "เราไม่ได้ออกนอกเส้นทางหรอก ที่เราพาเบี่ยงมาทางซ้ายเพราะในทางนี้มีตาน้ำเล็กๆ พวกเราจะได้ล้างเครื่องมือขุด และล้างมือล้างหน้าทำความสะอาดแขนขา หรือว่าเตมูยินท่านต้องการจะกลับจากงานศพทั้งที่ยังไม่ได้ล้างทำความสะอาด" ดาริไต-โอทชิกินกล่าวแล้วก็อดนึกประหลาดใจตนเองไม่ได้ว่าทำไมจึงพูดกับเตมูยินหลานชายราวกับว่าเตมูยินเป็นผู้ใหญ่ระดับเดียวกับตนเอง

เตมูยินนิ่งไม่ตอบว่ากระไร ประสาทหูอันฉับไวของเขากำลังค้นหาเสียงน้ำไหล "แน่ะ" เขาจับเสียงได้แล้ว จึงพาดาริไต-โอทชิกินและคนอื่นๆ เดินข้ามทางเดินอันเป็นดินดานปนหินก้อนใหญ่ๆไปยังตาน้ำซึ่งผุดออกมาจากซอกหิน ก้มลงวักน้ำล้างหน้า ล้างมืออย่างคุ้นเคยสถานที่ราวกับเป็นที่ที่เขาเคยมาเสมอ ดาริไต-โอทชิกินมองหลานชายอย่างไม่เข้าใจ แล้วคิดว่า 'มันหาตาน้ำได้อย่างไรทั้งที่ไม่เคยมาที่นี่ สงสัยว่าหูของมันคงดีเป็นพิเศษ จึงได้ยินเสียงน้ำไหลหรือว่ามันมีจมูกดีสามารถได้กลิ่นน้ำ อ้ายคนหูผีจมูกมด คนๆนี้คงไม่ใช่คนธรรมดาแน่แล้ว ชอบที่เราจะทำดีกับมันไว้ มันอาจจะเติบโตขึ้นเป็นคนใหญ่คนโตก็ได้ ใครจะรู้ เราซึ่งเป็นญาติสนิทกับมันก็จะพลอยได้ดีไปด้วย ทีนี้จะทำอะไรกับเจ้าคนนี้เราต้องระวังให้มาก'

ทุกคนในขบวนที่ไปฝังศพช่วยกันล้างจอบเสียมและล้างหน้าล้างมือล้างขากันเป็นการใหญ่ ความจริงทุกคนก็รู้ว่าจะต้องฝ่าทุ่งโล่งไปอีกไกลแสนไกลก่อนจะถึงบริเวณที่อยู่ของเผ่าบอร์ยิกิน แต่ที่ช่วยกันชำระล้างสิ่งต่างๆ ราวกับกำลังจะเข้านอนนั้นเพราะว่าต้องการชำระมลทินและสิ่งชั่วร้ายอัปมงคลที่อาจจะตามมา จอบ เสียมเป็นเหล็กที่หายากมีราคามาก จะโยนทิ้งภายหลังเสร็จภารกิจก็ทำไม่ได้ จึงต้องพยายามล้างมลทินกันเป็นมหกรรม กว่าจะล้างเสร็จแล้วเดินฝ่าฝุ่นในทุ่งโล่งกลับไปถึงกระโจมก็เป็นเวลาเย็น

เตมูยินพยักหน้าให้คาซาร์เดินตามไปคอกที่ขังแกะ ในเมื่อเขาไม่ยอมฆ่าม้าของพ่อ แต่ก็ต้องมีอาหารเลี้ยงคนที่มาช่วยงานศพตามธรรมเนียมปฏิบัติ แล้วครอบครัวเขาเองก็ต้องกิน เขาก็ต้องฆ่าแกะสักสองตัว จึงจะพอเลี้ยงกัน คาซาร์เข้าใจการตัดสินใจของพี่ชายโดยไม่ต้องพูดกัน พี่น้องช่วยกันฆ่าแกะ ไม่ให้มารดาต้องลำบาก

เสียงแกะถูกเชือดดังเพียงสองแอ๊ก คราวนี้ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง โคอาชินรีบหยิบมีดคู่มือมาโกนขนแกะ แล้วชำแหละแกะเป็นซีกอย่างคล่องแคล่ว เฮอลึนยืนเท้าสะเอวดูภรรยาน้อย นางอดนึกขำในใจไม่ได้ทั้งที่ยังอยู่ในเวลาทุกข์โศก คิดว่า 'สมน้ำหน้า คงหิวงั่กละซีนะ เมื่อวานก็นอนกินเมือง ไม่ออกมากินอาหาร แล้ววันนี้ยังต้องไปฝังศพไกลแสนไกล' คิดแล้วนางก็กุลีกุจอใส่เชื้อไฟลงในเตา ใส่เกลือลงไปในหม้อแกะอย่างไม่ยั้งมือ อาหารวันนี้คงจะเลิศรส ในเมื่อทุกคนพากันหิวจนตาลายเช่นนี้