เรื่องเล่าจากความทรงจำ

สายสาแหรก

บทที่ ๔ แม่

บทที่ ๔

แม่

เมื่อคุณยายมาอยู่กับคุณตาพระ ชีวิตคุณยายก็มีความสุขดี ไม่ได้มีอะไรที่ลำบากอีก หลังจากคุณตากับคุณยายแต่งงานกัน ก็มีบ้านอยู่ที่วงเวียนเล็ก ปัจจุบันเป็นสี่แยกจุดบรรจบถนนอรุณอมรินทร์ตัดใหม่ และถนนสมเด็จเจ้าพระยา กับถนนประชาธิปก ในพื้นที่เขตธนบุรี และคลองสาน กรุงเทพมหานคร บริเวณหน้าโรงเรียนศึกษานารี ในอดีตเคยเป็นวงเวียนหอนาฬิกาที่รับการจราจรจากสะพานพุทธ และวงเวียนสมเด็จพระเจ้าตากสิน หรือวงเวียนใหญ่ มีทางแยกถนนสมเด็จเจ้าพระยาไปยังท่าดินแดง และคลองสาน และมีทางแยกถนนเทศบาลสาย ๓ เลียบคลองบางไส้ไก่ไปยังชุมชนย่านบุปผาราม และวัดกัลยาณมิตร วงเวียนนี้จึงเรียกชื่อว่า "วงเวียนเล็ก" คู่กับ "วงเวียนใหญ่" ที่อยู่ใกล้เคียงกัน ในภายหลังมีการก่อสร้างสะพานพระปกเกล้า ซึ่งมีเชิงลาดขึ้นสะพานใกล้วงเวียนเล็กมาก จึงได้รื้อวงเวียนเล็กและหอนาฬิกาเดิมทิ้ง เพื่อไม่ให้เป็นการตัดกระแสการจราจรหลักบนถนนประชาธิปกทั้งขาขึ้น และขาลงสะพานพระปกเกล้า จึงได้ยกเลิกการเป็นแยกวงเวียนเล็กทำเกาะกลางถนนปิดกั้นตามแนวถนนประชาธิปก ทำให้กายภาพปัจจุบันไม่มีสภาพการเป็นวงเวียนหรือสี่แยกอีกต่อไป

วงเวียนเล็กนี้สมัยเจ็ดแปดสิบปีก่อนจะเป็นถิ่นที่อยู่ของข้าราชการและผู้ดีมีสกุลทั้งหลาย ซึ่งต่อจากช่วงนี้ไปก็จะถึงช่วงชีวิตของพ่อและแม่ของข้าพเจ้าแล้ว สำหรับคุณยาย ตอนนี้ทุกอย่างก็นิ่ง เมื่อคุณยายแต่งงานใหม่กับคุณตา คุณหม่อมยาย และแม่ ก็ได้ไปอยู่ที่บ้านวงเวียนเล็กด้วย

สำหรับคุณยายและหม่อมยายต่อไปก็จะไม่ได้เป็นตัวเอกของเรื่องเล่าของข้าพเจ้าแล้ว ตัวเอกคนต่อไปก็คือ "แม่"

เมื่อแม่ได้มาอยู่กับคุณยาย ก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเบญจมราชาลัย ตอนนั้นบ้านคุณตาพระและคุณยายอยู่ที่วงเวียนเล็ก บ้านแถวๆนั้นส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการที่เป็นญาติกับคุณหม่อมยายและคุณยาย และมีครอบครัวหนึ่งเป็นน้องคนละแม่กับคุณหม่อมยายด้วย

เมื่อข้าพเจ้ายังเด็ก เรามีญาติอยู่ท่านหนึ่งซึ่งถูกสอนให้เรียกว่าคุณยายเหมือนกัน คุณยายท่านนี้รวยมาก คุณหม่อมยายเคยบอกว่าพ่อเดียวกันแต่คนละแม่ คุณยายท่านอายุไล่ๆกับคุณหม่อมยาย และท่านเรียกคุณหม่อมยายว่าหม่อมพี่ แต่ข้าพเจ้าเคยรู้สึกว่าคุณหม่อมยายจะทำท่าห่างเหินมาก ถามคำก็ตอบคำ แต่คุณยายท่านนั้นดูไม่ค่อยรู้สึก เห็นพบกันทีไรก็ทำท่าอี๋อ๋อเอามากๆ ตอนนี้ข้าพเจ้าเลยมาสรุปเอาว่าพ่อของท่านมีภรรยา ๒ คน แม่ของคุณหม่อมยายน่าจะเป็นภรรยาคนแรก และเมื่อมีคุณยายอาจมีเหตุให้เลิกร้างกัน แม่ของท่านเลยพาเอาลูกคนเล็กเข้ามาอยู่ในวังกับลูกสาวคนโต เพราะคุณหม่อมยายอยู่ในวังมาแต่เล็ก เป็นไปได้ที่พ่อท่านเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และแม่คงเป็นชาววังมาแต่เดิมก่อนออกเรือน เมื่อมีปัญหาครอบครัวจึงกลับมาอยู่ในวังได้

ต่อมา ลูกของลูกชายคุณยายท่านนี้ก็ได้มาเป็นเพื่อนข้าพเจ้าที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และเพื่อนคนนี้ก็เป็นเพื่อนสนิทที่ข้าพเจ้ารักมากคนหนึ่ง นอกจากครอบครัวของคุณยายท่านนี้ ก็ยังมีอีกสองสามครอบครัวที่อยู่ในกลุ่ม "บ้านวงเวียนเล็ก" ที่จะเข้ามาให้ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงต่อไป เพราะล้วนแล้วจะมาเกี่ยวข้องกับชีวิตของแม่ทั้งสิ้น

ที่โรงเรียนเบญจมราชาลัยนี้ มีครูของแม่ท่านหนึ่งที่แม่กล่าวถึงบ่อยคือ คุณครูวรมัย กบิลสิงห์ ที่เคยมีข่าวว่าท่านเป็นภิกษุณีองค์แรกของประเทศไทย ข้าพเจ้าจำได้ว่ามีการโต้แย้งกันอย่างมากมาย เพราะทางสงฆ์ไทยจะไม่ยอมรับว่าให้มีภิกษุณี เพราะหมดไปตั้งแต่สมัยพุทธกาล การบวชพระต้องมีพระอุปัชฌา ในเมื่อ พระภิกษุณีไม่มี จะมีการบวชภิกษุณีไม่ได้ แต่ทางฝั่งภิกษุณีก็อ้างว่าบวชมาจากไต้หวัน คุณครูวรมัยนี้ แม่เล่าว่าท่านเป็นครูพลศึกษา

แม่เรียนที่เบญจมราชาลัยจนจบชั้นมัธยม แล้วแม่ก็ไปเรียนที่โรงเรียนสตรีภาณุทัต เจ้าของโรงเรียนคือ อาจารย์เยื้อน ภาณุทัต นั้นท่านมีอุดมการณ์อย่างแรงกล้าที่จะทำให้ผู้หญิงไทยมีความรู้ความสามารถ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและประเทศชาติให้มากที่สุด ท่านจึงได้ตั้งโรงเรียนสตรีภาณุทัตขึ้นที่เสาชิงช้า ถนนบำรุงเมือง รับนักเรียนโดยที่ไม่ต้องมีการสอบเข้า ทั้งจะศึกษาโดยเสียค่าเล่าเรียนก็ได้หรือไม่เสียก็ได้ ไม่จำกัดวัยและฐานะ โรงเรียนสตรีภาณุทัต เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะโรงเรียนการเรือนและประณีตศิลป์ชั้นสูงของสตรียุคนั้น ลูกศิษย์หลายท่านของโรงเรียนนี้ต่อมาภายหลังได้เป็นผู้มีเกียรติยศสูงถึงระดับท่านผู้หญิงและคุณหญิง ต่อมาโรงเรียนสตรีภาณุทัตได้ย้ายมาตั้งที่วังบูรพา แต่อาจเป็นความโชคร้ายของสตรีไทย ในยุคต่อมาโรงเรียนสตรีภาณุทัตต้องล้มเลิกการสอนลง ด้วยอำนาจของผู้ใหญ่บางท่านของกระทรวงศึกษาในสมัยนั้น (จากหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์เยื้อน ภาณุทัต)

ฟินิชชิงคอร์สในเมืองไทยสมัยนั้นมีแห่งเดียวคือที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย (แต่บางท่านก็บอกว่า โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยก็มี) เป็นหลักสูตรของยุโรป เรียกว่า ฟินิชชิงคอร์ส (Finishing Course) ต้องเรียน ๓ ปีถึงจบหลักสูตรฟินิชชิงคอร์ส จะสอนเด็กสาวที่ไม่ประสงค์จะเรียนต่อขั้นมหาวิทยาลัย แต่เรียนรู้วิชาต่างๆที่จะเป็นประโยชน์แก่ตนเองต่อไปภายหน้า เช่น เรียนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส (ในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝรั่งเศสเป็นภาษาสำคัญอีกภาษาหนึ่งของยุโรป) เรียนการเข้าสังคม เช่น การแต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะ มารยาทสังคม ลีลาศ การจัดโต๊ะดินเนอร์ จัดดอกไม้ ต้อนรับแขกในฐานะเจ้าภาพสตรี ความรู้รอบตัว ในการสมาคม การดูแลบ้านช่องให้มีระเบียบสวยงาม รวมทั้งการควบคุมเรื่องเงินทองให้ดีด้วย

โรงเรียนสตรีภาณุทัตเป็นฟินิชชิงคอร์สแบบไทยๆ จะสอนวิชาการบ้านการเรือน อาหาร เย็บปักถักร้อย แกะสลักผักผลไม้ วิชาช่างดอกไม้สดดอกไม้แห้ง ตลอดจนมารยาทในสังคม ฯลฯ กล่าวคือเรียนไปเตรียมตัวเป็นคุณหญิงคุณนาย นอกจากที่โรงเรียนสตรีภาณุทัต แล้วคุณหม่อมยายยังสอนวิชาต่างๆที่เป็นวิชาของชาววัง อบรมสั่งสอนแม่ทั้งกิริยามารยาท และการครองเรือน อะไรที่ท่านคิดว่าท่านผิดพลาดก็จะนำมาสอนแม่ไม่ให้ทำอย่างนั้น เรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าจำได้ดีคือ ท่านว่า ถ้าสามีมีผู้หญิงคนอื่นอย่าทำเป็นรู้ เพราะสิ่งที่สามีกลัวที่สุดคือกลัวภรรยารู้ ดังนั้น เขาก็จะหลบๆซ่อนๆไปหากัน แต่เมื่อภรรยารู้แล้วก็ไม่มีอะไรต้องกลัวต่อไป เพราะอย่างไรการวิวาทตัดพ้อต่อว่าก็เกิดขึ้นแล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องกลัว เขาก็จะไปหากันอย่างเปิดเผย เผลอๆอาจมีการแบ่งวัน มีการส่งเสียเงินทอง ดังนั้น ทำไม่รู้เสียดีกว่า และอย่าบังคับให้มีการเลือก อย่าออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่นเมื่อทะเลาะกับสามี ฯลฯ ว่าไปคือท่านเอาสิ่งที่เกิดกับท่านมาสอน แม่ของข้าพเจ้านั้นมีชีวิตคู่ที่ราบรื่นมีความสุขมาก พ่อมีแม่คนเดียว ไม่เคยมีปัญหาใดๆในครอบครัว ข้าพเจ้าจำได้ว่า เคยมีผู้หวังดีมาเล่าให้แม่ฟังว่า ตอนเย็นที่พ่อไปตีเทนนิส มีสาวสวยการศึกษาดี (กว่าแม่เพราะเธอผู้นั้นจบจุฬาฯ) มาสนิทสนมด้วย เลิกเล่นเทนนิสก็ออกไปด้วยกันทุกวัน ให้แม่ไปแอบดู แต่ท่านไม่ยอมไป ท่านบอกว่าไม่จำเป็นต้องรู้ และในที่สุดเรื่องนี้ก็จบไปเงียบๆ โดยที่พ่อไม่เคยทราบเลยจนวันสุดท้ายของชีวิตว่าแม่รู้เรื่องนี้ แต่ส่วนหนึ่งข้าพเจ้าว่าพ่อเองก็คงไม่ได้คิดอะไรเป็นอื่นกับสุภาพสตรีผู้นั้น นอกจากความเป็นเพื่อน พ่อจึงไม่คิดว่าจะมีผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้ายนำเรื่องนี้มาเล่าให้แม่ฟัง แล้วแม่ก็ไม่ได้เต้นตาม เรื่องจึงเงียบหายไป ไม่มีใครเดือดร้อน และแม่ก็สอนเรื่องนี้แก่ลูกสาว คือข้าพเจ้ากับคุณนายหมู น้องสาวของข้าพเจ้า ครอบครัวคุณนายหมูก็มีความสุขเหมือนแม่ สำหรับข้าพเจ้านั้นนอกจากจะเชื่อแม่ ทำตามที่แม่สอนแล้วยังมีวิถีทางของตัวอีกต่างหาก

ที่โรงเรียนสตรีภาณุทัตนี้ แม่ได้เรียนวิชาสำหรับกุลสตรีไทย และยังมีคุณหม่อมยายสอนอยู่ที่บ้าน ที่ข้าพเจ้าได้เห็นแม่ทำให้พวกเรา นอกจากทำอาหารก็คืองานแกะสลักผักและผลไม้ จนถึงวันนี้ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นใครทำได้สวยเท่าแม่ เคยเห็นแม่แกะสลักมันเทศเป็นดอกกุหลาบแล้วนำไปเชื่อม สวยจนไม่อยากรับประทาน แกะสลักมันแกวเป็นดอกมะลิซ้อน ปักบนก้านมะลิจริงๆปักแจกัน งานดอกไม้สด งานดอกไม้ประดิษฐ์ ซึ่งไม่ใช่ดอกไม้กระดาษและดอกไม้ผ้า แต่เป็นดอกไม้เทียน ดูเหมือนว่า ใช้มันเทศมาทำเป็นพิมพ์กลีบดอกใบ แล้วชุบเทียนที่ผสมสีไว้ แล้วจะได้เป็นกลีบเป็นใบ แล้วนำมาเข้าดอกอีกที แต่ที่ได้ใช้จริงๆ คือ เสื้อผ้า เมื่อเด็กๆ ข้าพเจ้า และน้องๆจะใช้ชุดชั้นในผ้าป่าน ติดลูกไม้สีขาว ที่แม่เย็บเอง และเสื้อผ้าทุกชิ้นตั้งแต่เด็กจนจบมหาวิทยาลัย แม่เย็บให้ทั้งสิ้น แม้จนรับราชการแล้ว เครื่องแบบทหารชุดที่ใช้สวมใส่ประจำวัน แม่ก็ยังเย็บให้อยู่ จนพ่อเสีย แม่จึงเลิกเย็บให้ ข้าพเจ้าต้องไปหาช่างตัดเสื้อเอาเอง และที่จะลืมเล่าเสียมิได้คือแม่ปักจักรเก่งมาก โดยใช้จักรตัวเดียว ไม่ได้มีโปรแกรมปักอัตโนมัติอย่างปัจจุบัน

แต่ทั้งๆที่แม่เก่งอย่างนี้ ลูกๆของแม่ไม่มีใครได้รับถ่ายทอดไว้เลย เพราะไม่มีใครสนใจจริงจัง แล้วพ่อให้ท้ายว่า ให้พวกเราเรียนหนังสืออย่างเดียว อาจเป็นเพราะสมัยสี่ห้าสิบปีก่อน งานพวกนี้หาคนทำเป็นไม่ยาก พ่ออยากให้เราเป็นผู้หญิงทำงานนอกบ้าน เรียนสูงๆ แต่ข้าพเจ้าเองนั้นเนื่องจากคุณหม่อมยายเลี้ยง และคุณหม่อมยายเป็นอะไรที่ไม่มีใครกล้าต่อล้อต่อเถียงด้วย ข้าพเจ้าจึงได้เห็นแม่และคุณหม่อมยายทำงานฝีมือกัน ข้าพเจ้าเองก็ประเภทครูพักลักจำ เห็นบ่อยๆจนทำอะไรได้บ้างแบบงูๆปลาๆ ถึงกระนั้นเวลาเอาไปส่งครูการฝีมือ ครูยังชื่นชมนักหนา แต่แม่กับคุณหม่อมยายบอกว่ายังไม่ถึงขั้น

ตอนนี้ต้องขอกล่าวถึงตัวเองนิดเดียว คือข้าพเจ้าเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ชอบวรรณคดี และชอบงานศิลปะ ข้าพเจ้ามักจะทำอะไรต่ออะไรเล่นแบบลองทำดู อย่างเช่นปักดิ้น ก็หัดทำโดยไม่มีใครสอน เคยหัดทำดอกไม้จากขนมปังตอนที่เขานิยมกันโดยที่อ่านหนังสือแล้วหัดทำเอง เรียนตัดเสื้อจากหนังสือ ทำเดคูพาจ(Decoupage)จาก YouTube งานเพ้นท์กระเบื้องและอะไรต่ออะไรมากมาย แต่เนื่องจากไม่มีเวลา ใครเขานิยมทำอะไร จะต้องหัดทำจนเป็น พอทำเป็นก็เลิกทำ มีคนเคยบอกว่า ที่ข้าพเจ้าชอบงานพวกนี้ เพราะน่าจะมีพรสวรรค์ฝังในสายเลือด ตอนโตได้อ่านหนังสือก็ทราบว่า เสด็จปู่ ต้นตระกูลของข้าพเจ้าแทนที่จะเป็นทหาร เป็นนักกฎหมาย นักปราชญ์ ท่านกลับได้กำกับช่างทองหลวง ส่วนเจ้าจอมมารดาของท่านคือเจ้าจอมมารดาเที่ยง พระสนมเอกในรัชกาลที่ ๔ ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์หรือละครเรื่อง The King and I หรือเคยอ่านหนังสือเรื่องแอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม ก็จะเห็นว่า เจ้าจอมมารดาเที่ยงเป็นบุคคลสำคัญในราชสำนัก ท่านเป็นผู้กำกับดูแลเครื่องเสวยของรัชกาลที่ ๔ ข้าพเจ้าจึงน่าจะได้รับพรสวรรค์มาจากบรรพบุรุษ อันนี้ก็ไม่ทราบ แต่พอจะหัดเป็นเรื่องเป็นราว พ่อก็บอกว่าให้เรียนหนังสือดีกว่า มาถึงวันนี้เสียดายความรู้ของคุณหม่อมยายและแม่ที่สูญหายไปไม่มีผู้สืบทอด

ข้าพเจ้าขอย้อนมาเล่าเรื่องคุณยาย คุณหม่อมยาย และแม่ต่อไปก่อน เมื่อแม่เรียนจบจากโรงเรียนสตรีภาณุทัต แม่ก็ได้งานทำที่ห้องเสื้อมิเลดี้ ซึ่งโก้ที่สุดในสมัยนั้น ความจริงทั้งคุณตา คุณยาย และคุณหม่อมยายไม่ได้อยากให้แม่ออกไปทำงานนอกบ้าน แต่แม่เล่าว่า เจ้าของห้องเสื้อมาเลือกนักเรียนที่มีฝีมือดีที่สุดจากโรงเรียน แม่บอกว่าภูมิใจมากที่ได้รับเลือก คุณหม่อมยายเล่าว่าแม่ตัดเสื้อได้สวยมาก เพราะมีการปักเสื้อด้วยจักรด้วย แต่รู้สึกท่านจะทำอยู่ไม่นานนัก ก็ต้องลาออกมาช่วยคุณยายดูแลบ้าน และสมัยนั้นที่บ้านมีแขก มีงานเลี้ยงบ่อยๆ สมัยแม่ยังสาว การจัดงานต่างๆ เขาจะจัดกันที่บ้านไม่ว่างานวันเกิด งานแต่งงาน การเลี้ยงสังสรรค์ ใครที่จัดงานที่บ้านไม่ได้ก็ดูจะน้อยหน้าเพื่อนฝูง ขนาดงานศพ ผู้มีอันจะกินเขาจะตั้งศพที่บ้าน ยิ่งคุณตาทำงานที่มีสังคมกับฝรั่ง และนักธุรกิจใหญ่ๆ และคุณตามีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่ยังอยู่ในวงราชการ สมัยนั้นบรรดาศักดิ์ต่างๆ พวก หมื่น ขุน หลวง พระ พระยา ก็ยังมีอยู่ ดังนั้น ในนวนิยายพีเรียด เช่น บ้านทรายทอง หรือแม้แต่ยุคหลังมานิดเรื่องของ คุณชูวงศ์ ฉายะจินดา เรื่องตำรับรัก และแม้แต่จำเลยรัก พ่อแม่ของศันสนีย์ ก็ยังเป็นพระยาและคุณหญิง

ญาติของคุณตาครอบครัวหนึ่งที่ข้าพเจ้าคุ้นเคยดี คือ พลโท พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร (หม่อมราชวงศ์สิทธิ์ สุทัศน์) เป็นผู้ใหญ่มีตำแหน่งงานสำคัญในอดีตมากมาย เช่นเป็นแม่ทัพภาคที่ ๑ เป็นอัครราชทูตพิเศษ ประจำสหรัฐอเมริกา และอัครราชทูตประจำของฝรั่งเศส แล้วมารับตำแหน่งสมุหราชองครักษ์ พลโท พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกรนี้ เป็นผู้รับหน้าที่พระอภิบาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เมื่อครั้งยังทรงศึกษาอยู่ที่ต่างประเทศ

คุณหญิงของท่านชื่อ คุณหญิงแส มีศักดิ์เป็นหลานคุณตา แต่ความจริงคุณหญิงและคุณตาอายุต่างกันไม่มาก รู้สึกว่าคุณตาจะเป็นน้องชายคนเล็กของคุณแม่ของคุณหญิงท่าน คุณหญิงแส เรียกคุณตาว่าคุณน้าพระ เรียกคุณยายว่าคุณน้ามาลี ทั้งๆที่คุณยายอ่อนกว่าคุณหญิงแสมาก การที่คุณยายได้รับการยอมรับจากคุณหญิงแส คนอื่นๆก็ยอมรับว่าคุณยายเป็นเอกภรรยาของคุณตาพระ ที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงท่านผู้นี้เพราะต่อไปจะมีเรื่องที่กล่าวถึงท่านอีก

ความเป็นอยู่ของคนที่มีฐานะค่อนข้างดีสมัยนั้น (จะเรียกว่า พวกไฮโซไซตี้ ก็ได้) ถ้าใครอ่าน พล นิกร กิมหงวน จะมีรายละเอียดต่างๆค่อนข้างชัดเจน เมื่อข้าพเจ้ายังเล็ก ก็ทันวิถีชีวิตในช่วงเวลานั้น ข้าพเจ้ายังจำได้ว่า เวลาจะไปชมภาพยนตร์สมัยก่อน จะแต่งตัวสวยงาม ไม่ใช่สมัยนี้ที่สวมกางเกง ลากรองเท้าแตะ ยิ่งรอบแรกที่เรียกว่า กาลาพรีเมียร์นั่นจะต้องแต่งชุดราตรีกันเลย อย่างที่สมัยนี้เรียกกันว่างานพรมแดงนั่นแหละ และในโรงภาพยนตร์จะมีชั้นบน ชั้นล่าง ชั้นบนจะแพงกว่า ยิ่งชั้นบนด้านหน้าที่เรียกว่าชั้นบ๊อกซ์จะแพงที่สุด ส่วนข้าพเจ้า เนื่องจากยังเด็กเลยไม่เคยได้ไปดูรอบกาลาพรีเมียร์ หรือรอบกลางคืน แต่จะได้ดูรอบกลางวันซึ่งก็ต้องแต่งตัวสวยเช่นกัน

เมื่อดูภาพยนตร์จบแล้ว ก็จะต้องไปหาอาหารรับประทานก่อนกลับบ้าน ไม่ทราบจะเรียกว่าซัปเปอร์ได้หรือเปล่า แต่ถ้าหากเป็นในงานเลี้ยง ตอนดึกจะมีอาหารให้แขกรับประทานอีกมื้อก่อนกลับบ้าน นี่เรียกซัปเปอร์แน่ๆ อาหารของพวกไฮโซฯ ย่อมไม่ใช่ข้าวต้มรอบดึกที่มีร้านขายทั่วไป แต่เขาจะนิยมไปรับประทานกันที่เยาวราช ร้านที่ข้าพเจ้าจำได้ดีคือเยาวยื่น ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นภัตตาคารแชงกรีล่าไปแล้ว แล้วเวลาไปรับประทานก็ไม่ต้องลงจากรถ แต่บริกรจะเอาถาดอาหารมาเสียบให้ที่รถ ลักษณะคล้ายๆถาดบนรถไฟอย่างนั้น แล้วก็จะสั่งอาหารมารับประทานในรถ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหูฉลาม กระเพาะปลาน้ำแดง บะหมี่ผัดเส้นไก่ บะหมี่อัศวิน คือเป็นอาหารจานเดียว ข้าพเจ้าไม่เคยไปชมภาพยนตร์รอบดึก แต่คุณตา คุณยายเคยพาออกไปรับประทานอาหารตอนกลางคืน น่าจะเป็นโอกาสที่ไปงานวันเกิดของญาติพี่น้อง แล้วขากลับแวะรับประทาน เรื่องนี้ข้าพเจ้าจำได้ไม่แม่นนักเพราะยังเด็กมาก

ข้าพเจ้าออกนอกเรื่องมาอีกแล้ว เนื่องจากอยากจะบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตในสมัยนั้น ซึ่งต่างกับทุกวันนี้จนเมื่อเล่าให้เด็กรุ่นหลังฟังมันกลายเป็นนวนิยายไป ที่จริงตอนนี้ข้าพเจ้าควรเล่าเรื่องของตัวละครตัวต่อมาของข้าพเจ้าได้แล้ว ตัวละครตัวนี้คือแม่

แม่จะเป็นตัวเอก สำหรับพ่อก็จะเป็นเหมือนตัวประกอบในตอนนี้ แต่เมื่อตอนจะเล่าถึงพ่อก็จะมีเรื่องราวอื่นๆที่น่าสนใจ ยกเว้นแต่เรื่องความรักของพ่อ ซึ่งเรียบมากจนไม่สามารถเอามาเขียนให้น่าติดตามได้เลย แต่อุดมคติเกี่ยวกับความรักของพ่อนั้น ถ้าใครนำไปใช้ได้ ก็จะมีชีวิตรักที่มีความสุขอย่างยิ่ง

 

ตามที่เคยบอกแล้วในตอนที่แล้วมาว่า ครอบครัวข้าพเจ้าตอนนั้นถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงเป็นครอบครัวที่เขาเรียกว่าไฮโซฯ และข้าพเจ้าเคยพูดประชดๆ (ตัวเอง) ให้เพื่อนๆฟังว่า พวกข้าพเจ้านี่แหละผู้ดีแปดสาแหรก เก้า (ทั้ง) ไม้คานตัวจริง เพราะคำว่า "ผู้ดีแปดสาแหรก" ใช้เรียก "ผู้ดี" ขนานแท้และดั้งเดิม กล่าวคือ นอกจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย จะต้องเป็นผู้ดีแล้ว ถ้าให้แน่จริง บิดามารดาของปู่และย่า (๔ คน) กับบิดามารดาของตาและยาย (๔ คน) รวมเป็น ๘ คน ต้อง เป็นผู้ดีด้วย จึงจะถือว่าเป็น "ผู้ดีแปดสาแหรก" เพราะทางพ่อข้าพเจ้าสืบขึ้นไปถึงต้นตระกูลคือ รัชกาลที่ ๔ หม่อมย่าสืบเชื้อสายจากพระเจ้ากรุงธนบุรี ทางแม่ แม่เป็นพวกบุนนาค ยายก็เป็นลูกของข้าราชสำนักระดับผู้ใหญ่ในสมัยนั้น สำหรับตัวข้าพเจ้านั้น เนื่องจากไประหกระเหินไปทำงานทางอีสานตั้งแต่เรียนจบเสียยี่สิบกว่าปี สายสาแหรกเลยกระจัดกระจายหายสูญไปไหนหมดไม่รู้ เหลือแต่ไม้คาน ซึ่งสมัยนี้ไม้คานอาจมีประโยชน์มากกว่าสาแหรก เพราะเอาไว้ใช้เขี่ยอะไรที่สูงกว่าตัวเราได้

ความจริงแล้ว คำว่าผู้ดีแปดสาแหรกนั้นเมื่อก่อนนั้นคงจะเรียก "ผู้ดีแปดสาแหรก" ว่า "ผู้ดีแปดสายแรก" แต่ว่าต่อมาอาจเลือนไปจาก "สายแรก" เป็น "สาแหรก" ครอบครัวของข้าพเจ้านั้นจัดว่าเป็นไฮโซฯ จะว่าไปแล้ว แม่ของข้าพเจ้าก็เป็นผู้ดี แต่ต้องลองนับดูก่อนว่าแปดสาแหรกหรือเปล่า

แม่นั้นเป็นพวกบุนนาคสายสมเด็จเจ้าพระยาพระองค์ใหญ่ กล่าวคือพ่อของแม่นั้นเป็นบุตรชายคนหนึ่งของพระยามหานุภาพ (ไท บุนนาค) พระยามหานุภาพนี้เป็นบุตรคนหนึ่งในหกสิบคน ของ เจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ ซึ่งมีนามเดิมว่า เทศ เกิดในราชินิกุล "บุนนาค" ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ.๒๓๘๔ เป็นบุตร สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) กับ หม่อมหรุ่น สมเด็จเจ้าพระยามหาประยุรวงศ์ นี้แหละที่เรียกกันว่า "สมเด็จเจ้าพระยาพระองค์ใหญ่"

เอาเป็นว่าข้าพเจ้าจะหยุดไว้แค่นี้เพราะจุดประสงค์หลักที่เราจะคุยกันก็ไม่ใช่เรื่องสายสกุลบุนนาค เอาเป็นอันว่าสาแหรกทางพ่อของแม่สืบไปได้ยาวมากก็แล้วกัน ส่วนทางคุณยายที่เป็นแม่ของแม่นั้น รู้แต่ว่าแม่ของคุณยายเป็นชาววัง และชาววังนั้นก็จะเป็นลูกผู้ดีมีสกุลที่พ่อแม่นำมาฝากไว้ในวังเพื่อศึกษาวิชาการเป็นกุลสตรีทั้งสิ้น วังไม่ใช่ที่ที่ใครอยากจะเข้าไปอยู่ก็เข้าไปได้ ข้าพเจ้าไม่เคยถามคุณยายหรือคุณหม่อมยายว่า พ่อแม่ท่านชื่ออะไร รู้คร่าวๆว่า พ่อของคุณหม่อมยายและคุณยายเป็นข้าราชการ น่าจะเป็นคุณพระหรือคุณหลวงอะไรนี่แหละ แต่เลิกรากับแม่ของคุณหม่อมยายและคุณยาย แล้วคุณทวด (ขอเรียกอย่างนี้นะคะ) ซึ่งเคยเป็นชาววัง ต้องกลับมาอยู่ในวังตามเดิม และถึงแก่กรรมด้วยโรคปัจจุบัน เมื่อคุณยายอายุเพียง ๓-๔ ขวบ คุณยายก็อยู่ในวังกับคุณหม่อมยายในฐานะข้าหลวงคนหนึ่ง แต่ถ้าถามว่าข้าหลวงเจ้านายองค์ไหนนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถยืนยันได้ เพราะเท่าที่ฟังคุณหม่อมยายเล่าเมื่อเด็กๆนำมาเล่าต่อได้ขนาดนี้ก็ถือว่าอัศจรรย์มากแล้ว แต่ถ้าจะให้อนุมานเอา คุณหม่อมยายและคุณยายเป็นข้าหลวงวังหน้า เพราะเห็นคุณหม่อมยายบูชาพระรูปของ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เจ้านายของคุณหม่อมยายกับคุณยายน่าจะเป็นพระธิดาองค์ใดองค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯเป็นแน่

ไม่ว่าจะนับสาแหรกได้กี่สาแหรก แต่ถ้า "ผู้ดี" หมายถึงผู้มีกาย วาจา ใจ ดี กล่าวคือ เป็นบุคคลผู้มีความประพฤติดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางความคิด คือทำดี พูดดี และคิดดี ดังนั้น ผู้ดีพึงปฏิบัติตนด้วยการสำรวมกาย วาจา และใจ ให้ดี แม่ก็เป็นผู้ที่เหมาะสมกับความเป็นผู้ดีอย่างแท้จริง ตั้งแต่เล็กจนโต ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นแม่พูดคำหยาบ หรือมีกิริยาวาจาไม่สุภาพ ไม่เคยเห็นแม่พูดจาให้ร้ายใคร ปกติแม่เป็นคนพูดน้อย และไม่เคยทุ่มเถียงกับใคร และข้าพเจ้าไม่เคยเห็นแม่อยู่เฉยๆเลย แม่จะมีงานทำทั้งวันตั้งแต่เช้าจนถึงเวลานอน ถึงจะมีคนรับใช้แต่แม่ก็เป็นคนดูแลทุกอย่างในบ้าน แต่เวลาแม่ไปอยู่ต่างจังหวัดกับพ่อ แม่ก็ทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้

ข้าพเจ้าจะย้อนเล่าเรื่องของแม่ย่อๆที่กล่าวไว้จากตอนก่อนๆ เริ่มตั้งแต่คุณตากับคุณยายแต่งงานกันอย่างมีเกียรติ การแต่งงานของคุณยายนั้นมีเจ้าจอมมารดาอ่อนเป็นประธานในการสมรส และได้รับน้ำสังข์จากท่านด้วย คุณตาเป็นทหารม้า จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก ข้าพเจ้าเคยเห็นภาพคุณตาขี่ม้า คุณตาเป็นผู้ชายที่ไม่ใช่เพียงรูปงาม สง่า แต่มีการศึกษา ฐานะ และชาติตระกูลดี คุณตาจึงมีผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องตลอดเวลา เพราะผู้ชายสมัยก่อนการมีผู้หญิงหลายคนในเวลาเดียวกันเป็นเรื่องปกติ ยิ่งในครอบครัวของคุณตา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ คุณตาเห็นการมีบ้านเล็กบ้านน้อยในครอบครัวของท่านเป็นเรื่องธรรมดา ในขณะที่คุณยายไม่ได้เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะคุณยายมีบาดแผลในใจเกี่ยวกับการที่ผู้ชายมีผู้หญิงมากกว่าคนเดียวตั้งแต่จากพ่อของคุณยายเอง จากกรณีคุณหม่อมยาย คุณยายจึงไม่สามารถรับได้กับการที่คุณตามีผู้หญิงคนนั้นคนนี้โดยไม่รู้จบทั้งๆที่มีแม่แล้ว และสุดท้ายที่คุณยายรับไม่ได้คือการที่คุณตาไปมีความสัมพันธ์กับลูกสาวของพี่ชายคุณตา ความจริงในสมัยนั้นสังคมไม่ถือสาเรื่องความสัมพันธ์ในระหว่างเครือญาติ และยิ่งในสกุลใหญ่ๆ ยิ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่คุณยายไม่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อไม่สามารถทำให้คุณตาหยุดเจ้าชู้ได้ คุณยายก็เลิกกับคุณตา โดยมาเช่าบ้านอยู่แถววัดราชบพิธฯ แต่คุณตาก็ไม่ยอมให้คุณยายเอาแม่มา ตอนนั้นคุณตาได้นำแม่ไปฝากไว้กับเจ้าจอมมารดาอ่อน ในรัชกาลที่ ๕ ที่วังสวนปาริจฉัตก์

ตอนนั้นแม่อายุได้ ๓ ขวบ ซึ่งเจ้าจอมมารดาอ่อน มีธิดา ๒ องค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพ และ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา เพราะต้องการให้แม่เป็นชาววัง และเพื่อประกันไม่ให้คุณยายพาแม่หนี คุณตาหวังว่าคุณยายคงรักลูก ไปไหนไม่รอด ในที่สุดก็จะได้กลับไปอยู่ด้วยกัน ความจริงคุณตาก็รักแม่ เพราะตอนนั้นแม่เป็นลูกคนแรก และคนเดียว ไม่ว่าคุณตาจะมีผู้หญิงกี่คน คุณตาก็ไม่เคยมีลูกกับผู้หญิงคนไหนเลย คุณหม่อมยายเห็นคุณยายตัวคนเดียว ไม่ยอมกลับไปอยู่ในวัง อาจเป็นเพราะอายคนในวัง หรือเพราะอะไรก็ไม่ทราบ คุณหม่อมยายก็เลยต้องออกจากวังมาอยู่กับคุณยาย ตอนนั้นคุณหม่อมยาย และคุณยายใช้ชีวิตที่ค่อนข้างลำบาก ต้องหาเลี้ยงตัวเอง ถึงจะมีทรัพย์สินอยู่บ้าง แต่ก็ไม่รู้จะหมดวันไหน สมัยของคุณหม่อมยายและคุณยายผู้หญิงน้อยคนนักที่จะได้เรียนหนังสือ คุณหม่อมยายและคุณยายนั้นได้เรียนหนังสือในวังที่สอนกันพออ่านออกเขียนได้ คุณหม่อมยายได้ใช้ความรู้ที่ได้มาจากในวังทำขนมขาย รับทำของชำร่วย อะไรประเภทนี้ คุณหม่อมยายจะทำงานอยู่กับบ้าน ส่วนคุณยายไปทำงานนอกบ้าน ถ้าจำไม่ผิด คุณยายว่าไปทำงานอะไรสักอย่างที่โรงพิมพ์ พอมีรายได้ พออยู่ได้ คุณยายเคยเล่าว่า คุณยายนอนร้องไห้คิดถึงแม่ทุกคืน แต่ก็ยังไม่กล้าไปรับแม่มา กลัวแม่จะต้องมาลำบาก แต่คุณยายตั้งใจว่าถ้าลืมหน้าอ้าปากได้วันใดก็จะไปรับแม่มาอยู่ด้วย

ตอนที่คุณตา พ่อแท้ๆของแม่พาแม่ไปฝากในวังสวนปาริจฉัตก์นั้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา ซึ่งเป็นพระราชธิดาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ กับ เจ้าจอมมารดาอ่อน ทรงรับคุณแม่ไปเลี้ยงเอง พระองค์ท่านทรงถือว่าคุณตาเหมือนน้องชาย เพราะเจ้าจอมมารดาอ่อนมีศักดิ์เป็นน้องสาวคุณพ่อของคุณตา (คือพระยามหานุภาพ) แม่เล่าว่า เสด็จพระองค์หญิงโปรดแม่มาก ท่านทรงเลี้ยงดูแม่เหมือนลูกสาวและรักแม่มาก เสด็จพระองค์หญิงประทานชื่อให้แม่ว่า "เถาวัลย์" เพราะคุณตาชื่อถวิล แม่เกิดวันที่ ๗ เมษายน ๒๔๖๘ สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าภาคภูมิใจมาก คือแม่ และข้าพเจ้า มีชื่ออยู่ในหนังสือสายสกุลบุนนาคด้วย

คุณหม่อมยายเคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า สาเหตุหนึ่งที่คุณยายยอมตกลงใจแต่งงานใหม่กับคุณตาพระ คือคุณยายอยากได้แม่คืนจากคุณจอมมารดาอ่อน ลำพังคุณยายในเวลานั้นคงไม่สามารถรับแม่มาเลี้ยงได้ คุณหม่อมยายเล่าว่า เวลาคุณยายไปเยี่ยมแม่ เสด็จจะให้พี่เลี้ยงอุ้มแม่ที่แต่งตัวน่ารักเหมือนตุ๊กตาฝรั่ง ใส่เพชรทองเต็มตัวมาให้คุณยายดู ให้ดูเฉยๆ คุณยายก็ได้แต่ร้องไห้ บางทีพี่เลี้ยงเขาสงสารเขาก็ให้อุ้มสักหน่อย จะให้อุ้มนานก็กลัวเสด็จจะกริ้ว นี่เองที่เป็นสิ่งที่คุณยายดิ้นรนที่จะเอาแม่คืนมา

ถ้าใครดู สี่แผ่นดิน จะมีประโยคหนึ่งที่ชอบเอามาพูดถึงเสมอคือ "เสด็จให้มาทูลถามเสด็จว่าจะเสด็จหรือไม่เสด็จ ถ้าเสด็จจะเสด็จ เสด็จจะเสด็จด้วย" เพื่อเพิ่มสาระที่เราคุยกันวันนี้ ก็จะขออธิบายเรื่อง "เสด็จ" ให้ฟังดังนี้

ทูลกระหม่อม สมเด็จ และเสด็จการออกพระนามพระราชโอรส หรือพระราชธิดา ในพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ จะมีคำนำหน้าพระนามอยู่ ๓ คำ ตามลำดับพระอิสริยยศของแต่ละพระองค์ ได้แก่

๑. "ทูลกระหม่อม" ใช้สำหรับออกพระนามพระราชโอรส หรือพระราชธิดาที่ทรงดำรงพระอิสริยยศ "เจ้าฟ้าชั้นเอก" หรือที่ประสูติแต่พระอัครมเหสี หรือพระภรรยาเจ้าเจ้าลูกหลวง (พระราชธิดาของพระมหากษัตริย์) ดังเช่นที่เราออกพระนาม "ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ" ส่วน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นั้น ชาววังออกพระนามว่า "ทูลกระหม่อมเล็ก" ซึ่งทั้งสองพระองค์ประสูติแต่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงเป็นสมเด็จพระอัครมเหสี สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือ "ทูลกระหม่อมบริพัตร" ประสูติแต่ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งมิได้ทรงเป็นพระอัครมเหสี แต่ทรงเป็นพระภรรยาเจ้าชั้นลูกหลวง เพราะทรงเป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ ๔ อันประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาสำลี

๒. "สมเด็จ" ใช้สำหรับออกพระนามพระราชโอรส หรือพระราชธิดาที่ทรงดำรงพระอิสริยยศ "เจ้าฟ้าชั้นโท" หรือประสูติแต่พระมเหสี หรือพระภรรยาเจ้าชั้นหลานหลวง (พระราชนัดดาของพระมหากษัตริย์รัชกาลใดรัชกาลหนึ่ง) ดังเช่นชาววังออกพระนาม สมเด็จฯ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ว่า "สมเด็จชาย" (หรือเปล่า ไม่ค่อยแน่ใจ) สมเด็จฯ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี หรือ "สมเด็จหญิงน้อย" ในพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา

๓. "เสด็จ" ใช้สำหรับออกพระนามพระราชโอรส หรือพระราชธิดาอันประสูติแต่เจ้าจอมมารดา ซึ่งเรามักจะคุ้นเคยดีหากได้ชมละครย้อนยุค เช่น สี่แผ่นดิน ร่มฉัตร หรือถ้าเป็นพระราชโอรส มักจะออกพระนามว่า เสด็จในกรม เช่นในเรื่อง แต่ปางก่อน ของ "แก้วเก้า" เป็นต้น

คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่า ในเวลานั้นดูเหมือนคุณยายไม่มีหวังเลยที่จะรับแม่กลับมาอยู่ด้วยได้ คุณหม่อมยาย และคุณยายมีรายได้เพียงน้อยนิด ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะได้แม่คืนมา เสด็จพระองค์อดิศัย ตรัสเป็นคำขาดว่า แม่เป็น "บุนนาค" ก็ต้องให้พวกบุนนาคเลี้ยงดู และแม่เป็น "ลูกชาติ ลูกตระกูล" จะไปอยู่ตามห้องแถวได้อย่างไร ลำพังตัวคุณยายจะกินเข้าไปก็ทั้งยาก แล้วจะมีปัญญาเลี้ยงลูกได้อย่างไร ถ้าอยากอยู่กับลูกก็ให้กลับมาอยู่กับคุณตา ซึ่งคุณยายก็ทูลพระองค์ท่านว่า คุณยายทนกับคุณตามามากแล้ว แต่ครั้งนี้คุณตาทำเกินไป ที่ไปมีความสัมพันธ์กับป้าทัศน์ แต่เสด็จก็คงเข้าข้างคุณตา ตำหนิคุณยายว่าไม่มีความอดทน ถึงอย่างไร คุณตาก็รักลูก และก็ไม่ได้ยกย่องผู้หญิงคนใดขึ้นมาเท่าคุณยาย คุณยายจะวุ่นวายไปทำไมนักหนา ถ้ายังไม่กลับมาคืนดีกัน อย่าหวังว่าจะได้แม่คืน คุณยายเล่าว่าเมื่อคุณยายไปเยี่ยมแม่แรกๆ คุณยายก็ได้อุ้ม ได้กอดแม่ตามที่ต้องการ แต่เมื่อคุณยายยังใจแข็งไม่ยอมกลับไปดีกับคุณตา คุณยายก็ได้พบแม่น้อยลง บางครั้งไปเยี่ยมก็ไม่ได้พบ ระยะหลังๆพี่เลี้ยงจะอุ้มมาให้พบ แต่ไม่ให้อุ้ม คุณยายก็ได้แต่ร้องไห้ บางทีพี่เลี้ยงสงสารก็ให้อุ้มสักครู่ คุณยายบอกข้าพเจ้าว่า คุณยายไม่ได้โกรธคุณจอมและเสด็จ เพราะรู้ว่าท่านทั้งสองต้องการให้คุณยายกลับไปดีกับคุณตา แต่คุณยายตั้งใจเสียแล้วว่าถึงอย่างไรก็ไม่ยอมกลับไปดีกับคุณตา คุณยายบอกว่าทั้งเจ็บทั้งอับอายมาพอแล้ว ความจริงตอนนั้นคุณตาก็ยังไม่ได้ยกย่องใครขึ้นมาแทนคุณยาย แต่คุณยายบอกว่าคุณตาก็ยังมีทิ้งมีขว้างตามนิสัย ยิ่งถูกบีบคุณยายก็ยิ่งฮึด และดิ้นรนหาหนทางที่จะรับแม่มาอยู่ให้จงได้ บทกลอนบทนี้คงบอกเล่าถึงความรู้สึกของคุณยายได้ดี

ใจดวงนั้นหนอหนักแน่นนัก

หลั่งรินความรักสวยสะอ้าน

ใจที่สื่อความหมายแห่งสายธาร

เป็นฉะนี้ นิรันดร์กาลก็คือใจ

คือทั้งหมดที่ประมวลความเป็นแม่

มีรักเป็นกระแสอันหยาดใส

คืออ้อมกอดอันกรุ่นแม้ห่างไกล

หนึ่งเดียวแห่งการให้ตลอดมา

(แม่ ของ อัคนี หฤทัย)

(โปรดอ่านต่อสัปดาห์หน้า)