นวนิยายอิงประวัติศาสตร์

เจงกิสข่าน

บรรพที่ ๑๔ ประหารเบกเตอร์

บรรพที่ ๑๔ ประหารเบกเตอร์

หลายชีวิตในกระโจมหน้าป่าสนในวงโค้งของแม่น้ำโอ-นอน ต่างได้รับบทเรียนชีวิตกันถ้วนหน้า ว่าเมื่อไม่มีพ่อผู้มีพระคุณหาเลี้ยงแล้วชีวิตเป็นเช่นไร แกะที่เคยมีเป็นฝูงใหญ่ถูกจับฆ่ากินไปทีละตัว บางทีก็ถูกขโมยดอดมาพาไปตอนกลางคืนบ้าง จำนวนแกะที่ลดลงอย่างฮวบฮาบทำให้เตมูยินจำเป็นต้องคิดหนัก เขาไม่มีทางจะเพิ่มจำนวนแกะหรือม้าได้อีกแล้วจนกว่าจะสามารถออกไปปล้นสะดมอีก จึงจำเป็นต้องดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และหาของป่า มีชีวิตอย่างชนเผ่าเร่ร่อนดั้งเดิม ยังนับว่าโชคดีเมื่อในระยะแรกที่ย้ายกระโจมมาเป็นกลางฤดูร้อนและต้นฤดูใบไม้ร่วง ในป่าสนมีสิงสาราสัตว์ชุกชุม ฝีมือธนูของลูกๆ ของเยสุเกในระยะนี้จัดจ้านนัก สามารถหาเนื้อสัตว์ป่านานาชนิดมาลงหม้อต้มของเฮอลึนได้บ่อยๆ บางครั้งก็ช่วยกันจับปลาในลำธารใหญ่ซึ่งเป็นต้นของแม่น้ำโอ-นอน บริเวณนี้ยังเป็นธรรมชาติล้วนๆ ยังไม่มีมือมนุษย์ไปตัดรอนจนกระทั่งต้นไม้แห้งโกร๋น และปูปลาต้องดิ้นรนหาที่อยู่ใหม่ ชาวมองโกลทั้งหลายถ้าไม่มีธุระแล้วจะไม่เดินทางขึ้นเหนือมายังต้นแม่น้ำโอ-นอน บริเวณต้นแม่น้ำโอ-นอนจึงเป็นที่รกชัฏ

ณ ที่นี้เตมูยินได้พาพี่น้องเพาะสร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง เนื้อสัตว์ป่าแปลกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหมี ได้ไปเร่งสร้างร่างกายของบุตรเยสุเกให้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ยามว่างพวกเขาก็พากันซ้อมเพลงอาวุธ บางทีก็เล่นกอดปล้ำกัน ออกกำลังจนร่างกายแกร่งเหมือนภูผา เวลาไม่กี่เดือนที่ย้ายที่อยู่ใหม่มานี้ เตมูยินมีเรือนร่างที่สูงขึ้นอย่างคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว อาหารดี อากาศดี และการออกกำลังกลางแจ้งอยู่ตลอดเวลา ทำให้เตมูยินและพี่น้องมีหน้าตาและรูปร่างอย่างชายหนุ่มที่ฮึกหาญประเปรียว เหมือนทหารทั้งหมู่มาอยู่รวมกัน

คาซาร์น้องคนรองถัดจากเยสุเกเป็นคนที่มีพัฒนาการทางร่างกายอย่างรวดเร็วที่สุด เวลานี้เขาสูงเท่าดาริไต-โอทชิกินแล้ว แต่มีร่างกายหนากว่ามาก เรี่ยวแรงพละกำลังก็มีมหาศาลเหมือนยักษ์หนุ่ม แต่คาซาร์ไม่เคยดื้อรั้นกับเตมูยินเลยสักครั้ง เขาทำตัวเป็นเงาที่เกาะแนบพี่ชาย ไปไหนไปด้วย ว่าอะไรก็ว่าตามกัน

เตมูยินในระยะนี้จัดว่าโตเป็นผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์ ถึงแม้ร่างกายจะเติบโตไม่เท่าคาซาร์ แต่เขาก็มีคาซาร์อยู่ข้างเขาเสมอจึงจัดได้ว่าเขามีพละกำลังเป็นสองเท่าของชายหนุ่มธรรมดา ส่วนสติปัญญานับได้ว่าเขาเป็นต่อคนทั้งหลายอยู่หลายเท่าตัวอยู่แล้ว เหนือสิ่งอื่นใดเตมูยินมีจิตสำนึกรู้ความถูกต้องทำนองคลองธรรม รู้จักแยกแยะสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก เขาเชี่ยวชาญในสุภาษิตมองโกลซึ่งเป็นที่เก็บภูมิปัญญาเก่าแก่โบราณของบรรพบุรุษมองโกลที่ชาญฉลาดลึกซึ้ง ยิ่งไปกว่านั้นเตมูยินยังจดจำเรื่องราวที่เป็นต้นเค้าของกฎหมายและข้อบังคับของเผ่ามองโกลได้อย่างขึ้นใจ เพราะเขาหมั่นถามเรื่องนี้จากผู้ใหญ่หลายคน ถ้าได้ข้อมูลที่ไม่กระจ่างเขาก็ซักถามคนอื่นๆต่อไป เนกุนไตชิและกุชาร์บุตรชายต่างมีความนับถือในความสามารถทางกฎหมายของเตมูยินและคาดเดาไว้ว่า เตมูยินจะต้องได้เป็นใหญ่ในบรรดาชาวมองโกลทั้งหมด

อย่างไรก็ดีเตมูยินในระยะนี้ก็ยังมีเวลาเล่นเป็นเด็กอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามใดที่เขาเข้าคู่กับจามุกาเพื่อนใหม่ จามุกาเป็นคนอื่นอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะนับทางใดจามุกาแห่งเผ่ายาจิรัตก็ไม่มีความเป็นเครือญาติในลำดับใดทั้งสิ้นกับเตมูยินแห่งเผ่าบอร์ยิกิน ความเป็นคนอื่นและเป็นคนที่มีฝีมือทัดเทียมกัน ทำให้เตมูยินเล่นได้สนุกโดยไม่ต้องออมมือ ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนอย่างที่เคยคิดว่า นั่นก็พี่ นี่ก็น้อง และโน่นก็เป็นบริวารของเยสุเก เมื่อยามเล่นกับจามุกา เตมูยินไม่มีความสัมพันธ์ใดที่ต้องนำมาคิดและออมมือ ให้ปรากฏว่าคนทั้งสองแข่งขันกันได้เสมอกันบ่อยครั้ง เอาแพ้เอาชนะกันไม่ลง ต่างคนต่างผลัดกันให้ของขวัญกันเป็นเนื้อหมูป่าและกวางที่หามาได้บ้าง ปลาบ้าง นกบ้าง คบกันมาได้หลายเดือนทั้งสองคนก็พอใจในกันและกัน เตมูยินเห็นว่าจามุกาเป็นเพื่อนแก้เหงาในยามที่เขาต้องการพูดเล่นกับคนที่เสมอกันบ้าง ส่วนจามุกานั้นมิได้คบเพราะเหงาหงอย แต่เขาติดตาตรึงใจในความเก่งความฉลาดของเตมูยิน บางครั้งความริษยาก็เสี้ยมจิตของเขาให้อยากเป็นเหมือน เขาสังเกตสังกาทุกอย่างที่เตมูยินทำ แม้แต่วิธีขึ้นสายธนู ใช้นิ้วใดบ้างจับลูกธนู วิธีการใช้มีดสั้น แม้แต่วิธีคาดเข็มขัดและซ่อนอาวุธ แต่นั่นแหละ เทพเจ้าเทนกรีสร้างคนที่เป็นหนึ่งไม่มีสองมาเพียงคนเดียว จามุกาจึงต้องแอบหัวฟัดหัวเหวี่ยงตามลำพังเรื่องที่เขาเลียนแบบเตมูยินไม่ได้ เขาลืมคิดข้อที่น่าจะเห็นทนโท่เป็นที่สุดว่า ไม่มีใครเลียนแบบจามุกาได้เช่นกัน และเขาไม่เคยจับได้เลยสักครั้งว่าเตมูยินกำลังเลียนแบบเขาในเรื่องอะไร แต่จามุกาไม่แลเห็นความจริงเหล่านี้ ดังนั้น เมื่อวันคืนล่วงไป และเขาก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ทีละน้อยความริษยาของเขาก็โตขึ้นตามตัวเจ้าของ เขาอึดอัดคับข้องใจในความเก่งของเตมูยิน จนบางครั้งเขารู้สึกว่าหน้าเฝื่อน ไม่อยากพบหน้าเตมูยินเสียเฉยๆอย่างนั้นแหละ แต่แล้วความคิดถึงเพื่อนที่เคยเล่นกันเข้ามือถูกคอกันดีก็ทำให้เขาควบม้ามาหาเตมูยินอีกและในไม่ช้าก็แอบริษยาเตมูยินในใจต่อไปอีก

ส่วนคู่อิจฉาริษยาคนเก่าของเตมูยินคือเบกเตอร์ก็ไม่ได้คลายความเกลียดและความอิจฉาริษยาเตมูยินลง ความจริงความจำเป็นที่ต้องร่วมมือกันเช่นในเวลาล่าสัตว์ น่าจะทำให้เบกเตอร์มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับลูกของเฮอลึนได้บ้าง เหมือนที่เบลกุเตตอนนี้ก็ดูเหมือนไม่คิดแล้วว่าเขาเป็นลูกของโคอาชินหรือเฮอลึน เขาคิดว่าเขาเป็นลูกของกระโจมนี้ กระโจมซึ่งเคยมีเยสุเกเป็นหัวหน้า บัดนี้เมื่อขาดพ่อ ก็เท่ากับขาดพ่อกันทั้งกระโจม ดังนั้นชอบที่จะร่วมมือกันหาเลี้ยงชีวิตให้แต่ละวันมีอาหารอิ่มท้อง และยังไม่มีใครมาปล้นสะดมจับตัวไปเป็นเชลย แค่นี้ก็นับว่าดีพอแล้ว เบลกุเตไม่รู้ว่าอันที่จริงแล้วตัวเขาเองควรจะนับเนื่องอยู่ในเผ่าคนโชคดีในโลก ในเมื่อเขามีฝีมือมากมาย สมเป็นบุตรเยสุเกและเป็นพี่ชายของเตมูยิน แต่ตัวเขานั้นไม่มีความมักใหญ่ใฝ่สูงเลยแม้แต่น้อย อารมณ์อิจฉาริษยาที่น้องชายเบกเตอร์ของเขามีอยู่เต็มทรวงอกนั้นเบลกุเตไม่เคยรู้สึก เขากินอิ่มนอนหลับ ดีใจเสมอกับความสำเร็จของเตมูยิน เขาไม่เคยนึกน้อยใจว่าเขาเป็นคนติดตามของเตมูยิน เขานึกอยู่เสมอว่าเตมูยินเป็นญาติสนิท ร่วมสายโลหิตของเขา เบลกุเตไม่เข้าใจเลยเมื่อเบกเตอร์ปฏิเสธไม่ยอมกินเนื้อตะโพกที่อวบนุ่มของแม่กวางสาวที่เตมูยินยิงได้ ในเมื่อเบกเตอร์ไม่กินเขาก็เอื้อมมือไปหยิบมาแล้วฉีกแบ่งให้คาซาร์และน้องเล็กๆอีกหลายคน เบลกุเตเป็นผู้ไร้จินตนาการ แต่ความจริงของเนื้อกวางที่นุ่มละลายอยู่ในปาก ความจริงสีเหลืองแดงของไข่ที่เขาต้มแล้วเอาป้อนน้อง ตลอดจนความรักที่เขามีต่อพี่น้องก็ทำให้เขาเป็นสุขอยู่เสมอ

หกเดือนที่ครอบครัวของเยสุเกย้ายกระโจมมาอยู่เหนือสุดของต้นแม่น้ำโอ-นอน สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวก็คิดว่าตนเผชิญกับความทุกข์ยากเป็นที่สุดแล้ว อาหารที่จะกินเข้าไปมื้อหนึ่งก็ต้องออกไปล่า หากไม่ล่าก็ไม่มีกิน บรรดาบริวารบ่าวไพร่ก็หายหน้าไปจนสิ้น ชายนักรบที่เคยติดตามเยสุเกก็แยกย้ายกันไปอยู่ในเผ่าต่างๆ คงมีแต่ครอบครัวของเนกุนไตชิ ดาริไต-โอทชิกินกับนักรบบริวารของเขาทั้งสองเท่านั้น ที่ยัง ยืนม้าประคับประคองเตมูยินอยู่ เมิงลิกเองก็ไปๆมาๆ แต่เขายังทิ้งครอบครัวให้อยู่กับเตมูยิน ยังไม่ไปแล้วไปลับเสียเลยทีเดียว ในระหว่างพวกที่อยู่ด้วยกันนั้นคล้ายกับต่างคนต่างทำสัญญากับตนเองไว้ว่าจะไม่พูดเรื่องใครเป็นหัวหน้าเผ่าบอร์ยิกินที่ว่างอยู่ เนกุนไตชินั้นเขาไม่มีความมักใหญ่ใฝ่สูงโดยธรรมชาตินิสัยของเขาเอง ส่วนดาริไต-โอทชิกินนั้นอยากเป็นก็อยาก แต่น้ำหนักความรับผิดชอบที่หัวหน้าเผ่าจะต้องมีทำให้ ดาริไต-โอทชิกินรู้สึกแหยงๆ เขาจึงเลือกไม่พูดเรื่องนี้ ส่วนเตมูยินนั้นรู้แน่แก่ใจตนเองว่าตนสามารถเป็นตำแหน่งนี้ได้ แต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าอายุของตนจะเป็นเครื่องทำให้ คนหัวเราะเยาะ เตมูยินจึงนิ่งเฉยเสีย ไม่ยอมพูดเรื่องนี้ แต่ยังคงสอดส่ายสายตาดูแลป้องกันเผ่า คือทำหน้าที่อย่างหัวหน้าเผ่าตัวจริงเพียงแต่ว่าเขาไม่ปริปากว่าเขาเป็นตำแหน่งอะไร เพราะเกรงว่าจะทำให้ลุงเนกุนไตชิ และอาดาริไต-โอทชิกินแสลงใจ ส่วนการที่มีข่าวมาว่าตาร์กุไต กิรลิตุกประกาศตนเองเป็นหัวหน้าเผ่าไตยุตแล้วยังแถมแอบอ้างว่าตนเป็นหัวหน้าเผ่าบอร์ยิกินอีกด้วย เตมูยินยิ้มอย่างขบขันในใจแล้วกล่าวแต่เพียงว่า "เรื่องอ้างสิทธินี้ใครๆก็อ้างกันได้ เมื่อมีปากก็พูดไป ความจริงจะเป็นอย่างไรนั้นจะต้องตัดสินกันในสนามรบ"

เมื่อฤดูใบไม้ร่วงใกล้จะผ่านพ้นไป และสิงสาราสัตว์ในป่ามาปรากฏตัวน้อยลงทุกที ด้วยต่างก็อุตุจำศีลอยู่ในรูในโพรงของมัน คราวนี้ละครอบครัวของเยสุเกจึงประจักษ์ว่าที่แล้วมาเป็นแต่เพียงความขัดข้องเล็กๆ น้อยๆ คราวนี้นี่แหละคือของจริง มีคันธนูและลูกธนูแต่ก็จับสัตว์อะไรไม่ได้สักตัวหนึ่ง แม้แต่สัตว์เล็กเช่น นก หนู และอ้นก็ไม่โผล่หน้ามาให้เห็น ได้อาศัยเลี้ยงท้องได้บ้างก็แต่ปลาในแม่น้ำลำธาร แต่ในอีกไม่ช้าน้ำในแหล่งน้ำทั้งหมดก็จะแข็งตัว คนสามารถเดินบนผิวน้ำซึ่งแข็งกลายเป็นถนนได้อย่างสบาย แต่ปู ปลาทั้งหลายมันก็จะอยู่ใต้ก้อนน้ำแข็ง จะจับมันหาได้ไม่ เตมูยินจึงออกความคิดว่าเราจะจับปลามาตุนด้วยการแช่แข็งไว้ในบ่อตื้นข้างบ้าน แล้วทยอยจับกินทีละตัว จึงจะรอดชีวิตผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้

พี่น้องเห็นดี ใครฉวยได้ภาชนะอะไรก็เอาไปช่วยกันจับปลา เตมูยินมีสวิงคู่มือของเขา เฮอลึนกับโคอาชินฉวยได้หม้อกับกระทะสำหรับจะไว้ช้อนตักปลา พวกเด็กๆ ต่างหาถังและกระป๋อง ใครหยิบอะไรได้ก็เอาไปจับปลาด้วยกันทั้งหมด คาซาร์กับเบกเตอร์ตกลงจะใช้มือเปล่าตะครุบอย่างตะครุบกบ ทั้งครอบครัวช่วยกันออกหากินตั้งแต่เช้า จนพระอาทิตย์จะตรงหัวแล้วยังไม่ได้ปลาสักตัว ทุกคนอารมณ์ไม่ดีด้วยความหิว พอดีปลาดุกตัวโตราวกับปลาผีออกมาจากซอกหิน เดาได้ว่ามันคงอยู่มาในลำธารนี้ตั้งแต่แรกมีลำธารละกระมัง เพราะตัวมันใหญ่เท่าขาอ่อนของผู้ชายตัวใหญ่ๆ อายุมันคงหลายร้อยปี เบกเตอร์อยู่ใกล้ซอกหินกว่าใครๆ ก็จับมันได้ด้วยมือเปล่าทั้งสองตะครุบมันไว้แน่นหนา ปากก็ร้องว่า

"จับได้แล้ว จับได้แล้ว อ้ายปลาดุกตัวโตโง่ดักดานเราจับได้แล้ว จับได้แล้ว"

เตมูยินรีบกางถุงตาข่ายสำหรับใส่สัตว์ที่จับได้เข้าไปใกล้เบกเตอร์ บอกว่า "มา ใส่มาในถุงนี้ เราจะช่วยจับไว้ให้ จับมือเปล่าเดี๋ยวมันจะดิ้นหลุดหนีไป"

พวกน้องๆ ทุกคนพากันตบมือตีตีนดีใจ ร้องว่า "เราไม่อดแล้ว เราไม่อดแล้ว เบกเตอร์พี่ชายเราจับได้ปลาดุกตัวอ้ายกะโต พวกเราจะกินเป็นมื้อกลางวัน ชโย เบกเตอร์จงเจริญ"

แต่วีรบุรุษเบกเตอร์ไม่ยอมแบ่งปลาดุกให้ใครทั้งสิ้นร้องว่า "ตูฝ่าอันตราย เสี่ยงตายไม่ให้เงี่ยงมันยัก ตูไม่แบ่งให้ใครหรอก ตูจะกินคนเดียว ถ้าเหลือตูก็จะเก็บไว้กินมื้อต่อไป ปลาดุกหนักยังกับเด็กสักห้าขวบ ถ้าเหลือจริงๆ ตูก็จะทำเค็มไว้กินคนเดียว"

"เจ้าจะทำอย่างนั้นไม่ได้ มันผิดธรรมเนียมของชาวมองโกล กฎหมายมุขปาฐะชี้แจงไว้อย่างชัดแจ้งว่า ถ้ามาล่าด้วยกัน ผู้ที่ล่าได้ต้องแบ่งให้ทุกคนที่มาด้วย จะกินคนเดียวไม่ได้เป็นอันขาด" เตมูยินค้าน เขากล่าวต่อไปว่า "มาใส่ในถุงตาข่ายนี้เสียดีๆ หาไม่ปลามันจะหนีหลุดมือท่านไป ส่วนจะแบ่งอย่างไร ส่วนหัว ส่วนหาง ส่วนพุงจะเป็นของใครนั้นภาษิตมองโกลก็มีสอนอยู่พร้อมแล้ว เบกเตอร์ท่านเอาปลาใส่ถุงตาข่ายเสียเถิด"

"กูไม่ใส่ กูไม่แบ่ง กูไม่สนใจภาษิตมองโกล กูเป็นคนจับได้ กูจะกินคนเดียว" เบกเตอร์ขบกรามแน่น มีทีท่าว่าตัดสินใจเด็ดขาด

เฮอลึนจึงว่า "กินคนเดียวมันผิดธรรมเนียม ตัวเจ้าอยู่ได้มาถึงป่านนี้ก็เพราะได้กินอาหารที่คนอื่นเขาหามาทั้งนั้น บัดนี้เจ้าเพิ่งล่าเองได้เป็นครั้งแรก จึงควรแบ่งปันให้คนที่มาด้วยแล้วก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล ญาติร่วมกระโจมกับเจ้าทั้งนั้น"

เบกเตอร์เห็นคนทั้งหลายเขยิบเข้ามาเป็นวงล้อมรอบตัวเขา เป็นการบอกอย่างโจ่งแจ้งว่าไม่ปล่อยให้เขากินคนเดียวแน่ เบกเตอร์โมโหจนหน้าแดงก่ำ ด่าว่า "อ้ายลูกหมา อ้ายหมาหมู่ พวกมึงจะแย่งเอาปลาที่พวกมึงไม่มีสิทธิหรือ พวกมึงรู้จักกูน้อยไป" พูดแล้วเบกเตอร์ก็เหวี่ยงปลาตัวโตนั้นอย่างสุดแรงเกิด ปลาดุกลอยลิ่วข้ามหัวพี่น้องทั้งหลายไปตกในลำธารใหญ่ แล้วมันก็รีบจมตัวลงก้นลำธาร หายตัวไปโดยไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย

คราวนี้ถึงทีเตมูยินตัวสั่นบ้าง เขาไม่ได้ตัวสั่นเพราะโมโหหิวหรอก แต่เขาตัวสั่นอย่างระงับความตื่นเต้นไว้ไม่ได้ ความผิดเรื่องการไม่แบ่งปันกันกินโดยเจตนาจะให้คนในครอบครัวต้องอดหิวนี้ กฎหมายของมองโกลวางโทษไว้ถึงประหาร เพราะมันเป็นการละเมิดจริยธรรมของคนที่อยู่ร่วมกันในที่ทุรกันดารอย่างรุนแรง บัดนี้เขาจำเป็นต้องฆ่าเบกเตอร์ มิฉะนั้นเขาจะดูแลปกครองเผ่าต่อไปไม่ได้ เตมูยินกระชับมีดในมือพลางว่า "เบกเตอร์ เจ้าเป็นคนเลวทรามเห็นแก่ตัวจนไม่ควรอยู่ร่วมโลกกับคนอื่น มาเราจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้ละ เจ้าจะรอดปลอดพ้นจากการอดอาหารในเมืองคนในบัดนี้ ส่วนเมื่อไปเมืองผีแล้ว เจ้าจะอดหรือจะอิ่ม เราไม่สนใจ"

เตมูยินจ้วงแทงเบกเตอร์จนมิดด้ามมีดที่เขาถืออยู่ครั้งเดียวตัดหัวใจ เพราะถึงอย่างไรๆ เตมูยินก็ยังสงสารเบกเตอร์อยู่ไม่อยากให้ทรมาน

ญาติพี่น้องทุกคนอ้าปากค้าง ไม่มีใครกล้าพูดว่าอะไร ต่างก้มหน้าหาปลาปูเล็กๆน้อยๆ ไปกินแก้หิวแล้วทุกคนก็ก้มหน้าเดินกลับกระโจม