ห้องสมุดสกุลไทย

โคลงภาพพระราชพงศาวดาร

วรรณคดีรับใช้ประวัติศาสตร์ (๒)

๑. โคลงภาพพระราชพงศาวดาร ภาพที่ ๑ 

แผ่นดิน สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง

ภาพ ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยา

พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

แถลงปางพระเจ้าอู่-ทองปรา-รภเฮย

จักประดิษฐ์นคราใหม่ยั้ง

ชีพ่อหมู่พฤฒา-จารย์จัด การแฮ

กลบบาทว์สุมเพลิงตั้งสวดพร้องพุทธมนต์

ชนงานขุดภาคพื้นภูมิมณ-ฑลเฮย

สบพระสังข์เสวตรกลกษิรแผ้ว

เป็นทักษิณวัฏดลแสดงศุภ อรรถเอย

เสร็จกิจพิธีแล้วสืบสร้างการผอง

หนองโสนแนะถิ่นด้าวเดิมมี ชื่อนา

ขนานเปลี่ยนนามธานีเทพไท้

ทวารวดีศรีอยุธ-ยาเฮย

กรุงกระษัตริย์สถิตย์ได้สี่ร้อยปีปลาย

บรรยายพระยศไท้ธเรศตรี ศวรเฮย

เฉลิมนิเวศน์ธานีภิเศกซ้ำ

รามาธิบดีนามเพิ่ม พระแฮ

ปฐมรัชขัตติยเลิศล้ำผ่านหล้าแหล่งสยาม

โคลงภาพนี้ อธิบายประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา ตอนสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ อู่ทอง ทรงสร้าง พระนครศรีอยุธยา ดังนี้

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ มีพระราชปรารภจะก่อตั้งพระนครขึ้นใหม่ จึงโปรดตั้งการพระราชพิธีสร้างพระนครขึ้น เมื่อศักราช ๗๑๒ ปีขาล โทศก วันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕ เพลา ๓ นาฬิกา ๙ บาท ตรงกับวันศุกร์ที่ ๔ มีนาคม พ.ศ.๑๘๙๓ เวลา ๙ นาฬิกา ๕๔ นาที จัดพิธีทั้งพิธีพุทธและพิธีพราหมณ์ พราหมณ์ทำพิธีกลบบัตรสุมเพลิง (หมายถึงพิธีแก้หรือขับไล่เสนียด หรือสิ่งไม่เป็นมงคล และพนักงานขุดดินได้พบหอยสังข์สีขาว เป็นสังข์ทักษิณาวรรต ซึ่งเป็นหอยสังข์ใช้ในพระราชพิธีมงคล

สถานที่ที่ก่อสร้างกรุงศรีอยุธยานี้ เดิมเรียกว่า หนองโสน สมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงตั้งนามพระนครใหม่ว่า กรุงเทพมหานคร บวรเทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรัมภ์ แล้วทรงตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสุนทรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว

กรุงศรีอยุธยามีพระมหากษัตริย์ปกครองสืบต่อมานานถึง ๔๑๗ ปี

 

๒.โคลงภาพพระราชพงศาวดาร ภาพที่ ๑๑ 

แผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (สมัยอยุธยา)

ภาพพระสุริโยทัยขาดคอช้าง

พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

บุเรงนองนามราชเจ้าจอมรา มัญเฮย

ยกพยุหแสนยายิ่งแกล้ว

มอญม่านประมวลมาสามสิบ หมื่นแฮ

ถึงอยุธเยศแล้วหยุดใกล้นคราฯ

พระบรมจักรพรรดิเผ้าภูวดล สยามเฮย

วางค่ายรายรี้พลเพียบหล้า

ดำริห์จักใคร่ยลแรงศึก

ยกนิกรทัพกล้าออกตั้งกลางสมรฯ

บังอรอรรคเรศผู้พิศไมย ท่านนา

นามพระสุริโยทัยออกอ้าง

ทรงเครื่องยุทธพิไชยเช่นอุป-ราชแฮ

เถลิงคชาธารคว้างควบเข้าขบวนไคลฯ

พลไกรกองน่าเร้าโรมรัน กันเฮย

ช้างพระเจ้าแปรประจันคชไท้

สารทรงซวดเซผันหลังแล่น เตลิดแฮ

เตลงขับคชไล่ใกล้หวิดท้ายคชาธารฯ

นงคราญองค์เอกแก้วกระษัตรีย์

มานมนัศกัตเวทียิ่งล้ำ

เกรงพระราชสามีมลายพระ ชนม์เฮย

ขับคเชนทรเข่นค้ำสอึกสู้ดัศกรฯ

ขุนมอญร่อนง้าวฟาดฉาดฉะ

ขาดแล่งตราบอุระหรุบดิ้น

โอรสรีบกันพระ-ศพสู่ นครแฮ

สูญชีพไป่สูญสิ้นชื่อก้องเกียรติงาม

โคลงภาพที่ ๑๐ นี้ อธิบายประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระจักรพรรดิในการทำศึกกับพม่าข้าศึก ที่ยกมารุกราน

พระราชพงศาวดารฉบับความพิสดารกล่าวถึงศึกพม่าในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ (ตรงกับ พ.ศ.๒๑๙๑) พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กษัตริย์พม่าซึ่งขณะนั้นได้ปราบมอญ แล้วย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่กรุงหงสาวดี (ซึ่งเป็นเมืองมอญ พงศาวดารจึงเรียกกษัตริย์พม่าว่า พระเจ้าหงสาวดี) ยกกองทัพจำนวนสามสิบหมื่น (สามแสน) มาประชิดพระนครศรีอยุธยา

สมเด็จพระจักรพรรดิทรงบัญชาการให้ตั้งค่ายจัดรี้พลไว้ด้านเหนือพระนครศรีอยุธยา เพื่อต้านทานข้าศึกถึงวันอาทิตย์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๔ สมเด็จพระจักรพรรดิ เสด็จยกกองทัพออกไปดูกำลังของข้าศึก ณ ทุ่งภูเขาทอง สมเด็จพระสุริโยทัย พระอัครมเหสี ทรงฉลองพระองค์เป็นชาย ทรงเครื่องพร้อมสำหรับการรบ ได้ทรงช้างพระที่นั่งตามเสด็จไปด้วย

เมื่อทัพไทยเผชิญหน้าทัพหม่าข้าศึก พระเจ้าแปรทัพหน้าของพม่าเข้าชนช้างกับสมเด็จพระจักรพรรดิพระคชาธารของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียทีถอยหลังหนีเตลิดพระเจ้าแปรได้ทีขับช้างตามไล่ท้ายช้างสมเด็จพระจักรพรรดิ สมเด็จพระสุริโยทัยทอดพระเนตรเห็นพระราชสวามีเสียทีข้าศึก ตกอยู่ในอันตรายอาจไม่รอดพ้นมือข้าศึกด้วยพระกตัญญูภาพ มิได้ทรงเสียดายพระชนมชีพ ก็ทรงสะอึกพระคชาธารพลายสุริยกษัตริย์ออกรับช้างพระเจ้าแปร ช้างพระเจ้าแปรได้ล่างแบกถนัด พระคชาธารของสมเด็จพระสุริโยทัยหงายเงย พระเจ้าแปรได้ทีจ้วงพระแสงของ้าวฟันลงต้องพระอังสา (ไหล่) ของสมเด็จพระสุริโยทัยขาดสะพายแล่งถึงพระถันประเทศ (ราวนม) ขณะนั้น สมเด็จพระราเมศวรและสมเด็จพระมหินทราธิราช พระราชโอรส ขับพระคชาธารจะเข้าแก้ไขแต่ไม่ทันการณ์ สมเด็จพระสุริโยทัยสิ้นพระชนม์กับคอช้าง พระราชโอรสจึงรีบเข้ากันพระศพเข้าสู่พระนคร

 

๓. โคลงภาพพระราชพงศาวดาร ภาพที่ ๒๑

แผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช สมัยอยุธยา

ภาพ สมเด็จพระนเรศวรตามจับพระยาจีนจันตุ

พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระยาจีนจันตุข้าขอมขุน

มาสู่กรุงมุ่งบุญปกเผ้า

ปิ่นภพกอบการุญรับปลูก เลี้ยงแฮ

ยกโทษโปรดเกษเกล้าห่อนพ้องจองไภยฯ

กลับใจจักสู่เจ้าปถพี ตนแฮ

สืบทราบการธานีใหญ่น้อย

หวังสยามถ่ายโทษมีมาแต่ หลังนา

สู่สำเภาค่ำคล้อยลอบโล้ครรไลย

พระดนัยนเรศวร์แจ้งเหตุรหัส

ทรงพระชลยานรัถรีบร้น

พร้อมเรือนิกรขนัดขนาบไล่ สำเภาแฮ

ทรงพระแสงปืนต้นลั่นต้องจีนตายฯ

ตัวนายกัมพุชจ้องปืนวาง มานา

ต้องพระแสงทรงรางลั่นร้าว

รบพลางรีบหนีพลางเรือตก ลึกเฮย

ลมเกิดกางใบก้าวล่องลี้หายลำฯ

โคลงภาพพระราชพงศาวดาร ภาพที่ ๒๑ นี้ อธิบายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งพระราชโอรสคือ สมเด็จพระนเรศวร ในขณะนั้น สยามประเทศตกอยู่ในอำนาจพม่า พระยาละแวก แห่งเขมร ซึ่งยกทัพมาจะตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.๒๑๑๓ และ ๒๑๑๘ แต่ไม่สำเร็จ ต้องล่าทัพกลับไปถึง พ.ศ.๒๑๒๑ จึงส่งแม่ทัพคือ พระยาอุเทศราช และพระยาจีนจันตุ เข้ามาตีเมืองเพชรบุรี แต่ตีไม่ได้ ต้องเลิกทัพกลับไป พระยาจีนจันตุ นั้นให้ทัณฑ์บนไว้แก่พระยาละแวกว่าจะตีเมืองเพชรบุรีให้ได้ เมื่อไม่สำเร็จ จึงเกรงภัย พาครอบครัวอพยพเข้ามาพึ่งบารมี สมเด็จพระมหาธรรมราชา ซึ่งโปรดพระราชทานอภัยและชุบเลี้ยงไว้

พระยาจีนจันตุมาอยู่กรุงศรีอยุธยา สืบทราบการทั้งปวงแล้ว ลอบแต่งสำเภา สมเด็จพระนเรศวร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งพระยศเป็นพระมหาอุปราช ครองเมืองพิษณุโลก ตั้งแต่ พ.ศ.๒๑๑๔ พระชนมายุ ๑๖ พรรษา ได้เสด็จมาประทับที่พระราชวังจันทรเกษม ในพระนครศรีอยุธยา ทรงทราบว่าพระยาจีนจันตุทรยศ จึงเสด็จยกทัพเรือไล่ติดตามพระยาจีนจันตุ รบพุ่งกันเป็นสามารถ สมเด็จพระนเรศวรจะให้ทหารปีนขึ้นสำเภา จึงทรงนำเรือพระที่นั่งเข้าไปให้ใกล้สำเภาพระยาจีนจันตุ ทรงยิงปืนนกสับถูกจีนผู้ใหญ่ตายสามคน พระยาจีนจันตุต่อสู้เพื่อหนีให้รอด ยิงปืนนกสับมาถูกรางปืนต้นที่สมเด็จพระนเรศวรทรงอยู่ แล้วเร่งโล้สำเภาหนีออกสู่ปากน้ำ พอดีสำเภาได้น้ำลึกและใบติดลม จึงหนีออกไปได้ ส่วนกองเรือของสมเด็จพระนเรศวรเป็นเรือแม่น้ำ จึงติดตามไม่ทัน เสด็จกลับพระนคร

ขอให้สังเกตภาพสำเภาของพระยาจีนจันตุ และเรือลำทรงของสมเด็จพระนเรศวรเป็นเรือพระที่นั่ง ซึ่งผู้ชมภาพจะได้ความรู้เกี่ยวกับเรือสำเภาและเรือพระที่นั่งด้วย

 

โคลงภาพพระราชพงศาวดาร รูปที่ ๕๖

แผ่นดินพระเจ้าเสือ

ภาพพันท้ายนรสิงห์ถวายชีวิต

พระนิพนธ์ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร

กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์

สรรเพชญ์ที่แปดเจ้าอยุธยา

เสด็จประพาสทรงปลาปากน้ำ

ล่องเรือเอกไชยมาถึงโคก ขามพ่อ

คลองคดโขนเรือค้ำขัดไม้หักสลาย

พันท้ายตกประหม่าสิ้นสติคิด

โดดจากเรือทูลอุทิศโทษร้อง 

พันท้ายนรสิงห์ผิดบทฆ่า เสียเทอญ

หัวกับโขนเรือต้องคู่เส้นทำศาลฯ

ภูบาลบำเหน็จให้โทษถนอม ใจนอ

พันไม่ยอมอยู่ยอมมอดม้วย

พระโปรดเปลี่ยนโทษปลอมฟันรูป แทนพ่อ

พันกราบทูลทัดด้วยท่านทิ้งประเพณีฯ

ภูมีปลอบกลับตั้งขอบรร-ไลยพ่อ

จำสั่งเพ็ชรฆาฏฟันฟาดเกล้า

โขนเรือกับหัวพันเส้นที่ ศาลแล

ศาลสืบกฤติคุณเค้าคติไว้ในสยามฯ

โคลงภาพพระราชพงศาวดาร รูปที่ ๕๖ นี้ อธิบายเนื้อความตามประวัติศาสตร์ในรัชกาลพระเจ้าเสือ หรือสมเด็จพระสรรเพ็ชญที่ ๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา (ระหว่าง พ.ศ.๒๒๔๖-๒๒๕๑) ซึ่งโปรดการประพาสล้อมช้างป่าและทรงเบ็ด ณ หัวเมืองชายทะเล ครั้งหนึ่งเสด็จโดยเรือพระที่นั่งเอกชัย ไปประพาสทรงเบ็ดที่ปากน้ำ เมืองสาครบุรี (สมุทรสาคร) เรือพระที่นั่งถึงคลองโคกขาม ลำคลองคดเคี้ยวมาก พันท้ายนรสิงห์ ซึ่งถือท้ายเรือ คัดท้ายไม่ทัน หัวเรือพระที่นั่งชนกิ่งไม้ใหญ่ตกน้ำ

พันท้ายนรสิงห์ตกใจ กระโดดขึ้นฝั่ง กราบบังคมทูลให้ลงโทษตัดศีรษะตนแล้วทำศาลเพียงตา บวงสรวงไว้คู่กับหัวเรือพระที่นั่งที่หักตกน้ำ ตามพระอัยการโทษ

สมเด็จพระเจ้าเสือ ทรงเห็นว่าเป็นเหตุสุดวิสัย โปรดพระราชทานอภัยโทษ พันท้ายนรสิงห์กราบบังคมทูลขอให้ประหารตนตามกฎหมายของแผ่นดิน แม้สมเด็จพระเจ้าเสือจะโปรดให้ปั้นรูปพันท้ายนรสิงห์ แล้วฟันรูปปั้นพันท้ายนรสิงห์ก็ยังไม่ยินยอม ด้วยเห็นว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย ผู้คนจะติฉินนินทาพระเจ้าอยู่หัว แม้สมเด็จพระเจ้าเสือจะวิงวอนอย่างไร พันท้ายนรสิงห์ก็เลือกทางรักษากฎหมาย สมเด็จพระเจ้าเสือ จึงจำต้องดำรัสสั่งให้เพชฌฆาตประหารชีวิต ตัดศีรษะพันท้ายนรสิงห์นำขึ้นไว้บนศาลคู่กับหัวเรือพระที่นั่ง ประวัติศาสตร์จึงจารึกเกียรติคุณของ พันท้ายนรสิงห์ ในความซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินตลอดมา

ด้วยเหตุนั้น ในเวลาต่อมา สมเด็จพระเจ้าเสือ จึงโปรดให้ขุดคลองในตำบลโคกขามให้ตรง เพื่อประโยชน์แก่การคมนาคมโดยสะดวก เรียกว่า คลองมหาไชย ในปัจจุบันปรากฏว่า ศาลพันท้ายนรสิงห์เดิม ได้ทรุดโทรมไปเหลือเพียงเสา แต่ได้มีการก่อสร้างศาลและหล่อรูปพันท้ายนรสิงห์ไว้ในบริเวณคลองโคกขาม และมีศาลพันท้ายนรสิงห์ ที่ปากคลองโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร มีผู้นิยมไปท่องเที่ยวชม

เรื่องที่นำมาเสนอนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ร้อยกรองเป็นมรดกศิลปะล้ำค่าของชาติ ซึ่งรับใช้เสนอความรู้ด้านประวัติศาสตร์ได้ชัดเจน ดังกล่าวมาแล้วนี้ จึงขอเชิญชวนให้ท่านศึกษาวรรณคดี และร่วมกันเผยแพร่คุณค่าให้เป็นมรดกศิลปะ อยู่คู่ชาติตลอดไป และหากท่านสนใจโปรดศึกษาเพิ่มเติม โคลงภาพพระราชพงศาวดารจาก

ศิลปากร, กรม. โคลงภาพพระราชพงศาวดาร (พร้อมบทขยายความ และบทวิเคราะห์,) หจก.อรุณการพิมพ์กรุงเทพ ; ๒๕๕๐. ๒๗๐ หน้า ภาพประกอบ