อียิปต์เป็นชาติเก่าแก่ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าเป็นอย่างมาก มีทั้งเทพเจ้าที่เป็นคนและเทพเจ้าที่เป็นสัตว์ ประเทศที่มีความเจริญและเก่าแก่ที่สุดถึง 4,500 ปีก่อนพุทธกาลแห่งนี้ มีหลักฐานเชื่อกันว่าเคยนับถือแมลงทับให้เป็นตัวแทนพระเจ้าสร้างโลก เพราะแถบริมฝั่งแม่น้ำไนล์เคยเป็นแหล่งที่มีแมลงทับชุกชุม ปัจจุบันแมลงทับยังเป็นเครื่องรางที่คนอียิปต์มีไว้ป้องกันสิ่งชั่วร้าย

คนไทยคุ้นเคยกับเทพเจ้าอียิปต์ที่มีเศียรเป็นรูปสัตว์จากนิยาย ตำนานปรัมปรามากมาย อาทิ ฮอรัสมีเศียรเป็นเหยี่ยว เซเค็ตมีเศียรเป็นสิงโต บัสต์มีเศียรเป็นแมว อนาบิสมีเศียรเป็นสุนัข และธอสมีเศียรเป็นรูปนกช้อนหอย ส่วนในอินเดียที่ผูกโยงมาเป็นความเชื่อของคนไทยโดยผ่านศาสนาพราหมณ์ก็มีไม่น้อย เช่น ครุฑ พญานาค นอกจากนี้ยังมีสัตว์หิมพานต์ ซึ่งคนไทยจะมีโอกาสเห็นได้จากเวลามีการจัดสร้างพระเมรุ

เชื่อกันว่า ภาพสัตว์หิมพานต์มีมาก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ดังหลักฐานปรากฏอยู่ในเรื่องไตรภูมิ ส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่ในภาพเขียนลายรดน้ำตู้พระธรรมและพระมาลัย และน่าจะเป็นจินตนาการที่เกิดขึ้นจากช่างเขียนซึ่งแต่ละยุคสมัยจะมีการปั้นแต่งตามสติปัญญาของตนจะพาไป บางชนิดก็ถูกต้องตามแบบโบราณ บางชนิดก็ผิดแปลกพิสดาร ดูไม่น่าจะมีตัวตนจริง ปัจจุบันมีผู้นำสัตว์หิมพานต์เหล่านี้มาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะ ไม่น้อยกว่า 60 ชนิด อาทิ สัตว์หิมพานต์ ตระกูลช้าง

ช้างเป็นสัตว์มงคลชนิดหนึ่งของไทย และยังเป็นพาหนะของพระอินทร์ ซึ่งมีถึง 3 เชือก คือ เชือกแรกพระอิศวรประทาน มีชื่อว่า ช้างเอราวัณหรือไอยราพต เชือกสองพระพรหมธาดาประทาน มีชื่อว่า ช้างคีรีเมขล์ไตรดา เชือกสามพระนารายณ์ประทาน มีชื่อว่า ช้างเอกทันต์ ในบรรดาช้างทั้งสามเชือกนี้ เอราวัณใหญ่โตมากมีหัวถึง 33 หัว

สัตว์หิมพานต์ตระกูลช้าง ได้แก่ วารีกุญชรและกะรินทปักษา นอกจากนี้ยังมีช้างเผือกกับช้างเขียว ทั้ง 2 คู่เป็นสัตว์หิมพานต์ที่เข้าร่วมในขบวนแห่พระบรมศพเจ้านาย วารีกุญชร แปลว่าช้างน้ำ เป็นช้างที่มีตัวเป็นช้างหางเป็นปลา ช่างเขียนมักเขียนไว้ตามผนังพระอุโบสถด้านหน้าพระประธาน ส่วนกะรินทปักษา เป็นการผสมกันระหว่างช้างกับนก คือตัวเป็นช้างแต่มีปีกและหางเป็นนก

ตระกูลราชสีห์ หรือ สิงห์ เป็นสัตว์ที่หลายประเทศรวมทั้งไทยเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายของความองอาจกล้าหาญ สัตว์หิมพานต์ที่เกี่ยวกับราชสีห์มีมากมาย อาทิ

เหมราช ตัวเป็นสิงห์ หัวเป็นสัตว์ปากยาว แบบปากหงส์ มีเขี้ยวแบบหงส์ทรงดอกพุดตูม จะหุบปากไม่เห็นฟัน

คชสีห์ ตัวเป็นสิงห์ หัวเป็นช้าง

สกุณไกรศรี ตัวเป็นสิงห์หัวเป็นนกอินทรี ตามตัวขนจะขดเป็นวงหางเป็นขนยาวตั้งแต่โคนหางถึงปลาย ไม่มีปีก

ไกรสรปักษา ตัวเป็นสิงห์หัวเป็นนกมีปีกสองข้าง หางแผ่เป็นแผงสวยงามคล้ายหางปลา

ไกรสรนาคา ตัวเป็นสิงห์ หัวเป็นพญานาค หางเหมือนนาค มีเกล็ดคล้ายปลา ดูตามลักษณะน่าจะอาศัยอยู่ในน้ำมากกว่าบนบก

ไกรสรจำแลง ตัวเป็นสิงห์ หัวเป็นมังกรมีไรขนขึ้นตามแผงกลางหลัง ต้นขา และที่คางอย่างสวยงาม

ไกรสรคาวี ตัวเป็นสิงห์ หางเป็นม้า หัวเป็นวัวมีเขาเดียว

สีหรามังกร ตัวเป็นสิงห์ หัวเป็นมังกรจีนมีหนวดและเครา คล้ายกับไกรสรจำแลง

พยัคฆ์ไกรสีห์ ตัวเป็นสิงห์ หัวเป็นเสือ ไรขนงามและหลังจะเป็นเส้นพู่สวยงาม

นอกจากนี้ยังมีนรสิงห์ ซึ่งมีอยู่ 2 แบบคือ แบบตัวเป็นสิงห์หน้าเป็นมนุษย์ และตัวเป็นมนุษย์หน้ากลับเป็นสิงห์ ช่างเขียนไทยนิยมแบบตัวเป็นสิงห์หน้าเป็นมนุษย์มากกว่า ดูน่าจะเป็นสัตว์ผสมกับคนคือครึ่งคนครึ่งสิงห์ แต่มีความหมายไปในทางความกล้าหาญ

ตระกูลกิเลน กิเลนเป็นสัตว์ในเทพนิยายจีน ตัวผู้เรียกว่า ขี่ ตัวเมียเรียกว่า หลิน รวมเรียกว่า ขี่หลิน เป็นสัตว์ทิพย์ ปรากฏขึ้นเมื่อใดก็เป็นสิริมงคล เช่นเชื่อว่าบ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุข หรือผู้มีบุญมาเกิด

ส่วนกิเลนในจินตนาการของช่างเขียนไทย มักมีด้วยกัน 4 ชนิด คือ หงส์ เต่า มังกร กิเลน เชื่อว่าคนไทยน่าจะได้รับความเชื่อมาจากคนไทยเชื้อสายจีน แล้วนำมาดัดแปลงลวดลายกระหนกจนแปลกไปจากกิเลนของจีน

ตระกูลนก

นกการเวกหรือนกวายุภักษ์ มีหัวและตีนเหมือนครุฑ มีปีกอยู่ตรงข้างของสะโพก ขนหางคล้ายใบมะขามและยาวอย่างขนนกยูง

คชปักษา มีขาและหางคล้ายหงส์ ลำตัวท่อนบนและแขนคล้ายครุฑ หัวมังกรมีงวงและงาแบบช้าง

สุบรรณเหรา ตัวเป็นครุฑ หัวคล้ายพญานาค หางพู่ กำลังยึดนาค มีเขาเดียว

นาคปักษีและนาคปักษิณ มีลักษณะเป็นการผสมระหว่างนาคกับนก แต่ต่างกัน กล่าวคือนาคปักษีท่อนบนเป็นมนุษย์แต่นาคปักษิณท่อนหัวเป็นนาค ท่อนล่างจากคอจะเป็นนกหงส์

สกุณเหรา หัวและหางเป็นเหราเหมือนนาค ตัวเป็นนก

สินธุปักษา ลักษณะเป็นการผสมระหว่างนกกับปลา ตัวเป็นนกหางเป็นปลา

สีหสุบรรณ หัวเป็นสิงห์ตัวเป็นครุฑ หางเป็นหางหงส์

มยุระเวนไตย มีหัวและหางเป็นนกยูง ลำตัวเป็นครุฑ

ตามคติไตรภูมิ เขาพระสุเมรุถือเป็นศูนย์กลางมณฑลจักรวาล บนยอดเขาพระสุเมรุคือสรวงสวรรค์ทิพยวิมานที่สถิตของเทพยดา รายล้อมด้วยสัตตบริภัณฑ์ เชิงเขาพระสุเมรุคือป่าหิมพานต์ที่อยู่ของสัตว์ในจินตนาการนานาชนิด เวลาออกแบบพระเมรุจึงมีประติมากรรมรูปสัตว์หิมพานต์บนเขาเสมอ โดยรอบฐานพระสุเมรุดุจดังป่าหิมพานต์

สำหรับพระเมรุที่ออกแบบในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมาออกแบบโดย พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น มีการจัดสร้างสัตว์หิมพานต์ ขนาดจำลอง 40 เซนติเมตร จำนวน 160 ตัว ด้วยเทคนิคการปั้นปูนสด โดยกลุ่มช่างผู้ชำนาญจากจังหวัดเพชรบุรีและสุพรรณบุรี และช่างจากสำนักช่างสิบหมู่ลงสีตามลักษณะรูปพรรณของสัตว์แต่ละชนิด โดย ก่อเกียรติ ทองผุดนายช่างศิลปกรรม สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เป็นผู้ควบคุมการออกแบบพระเมรุ และ สมชาย บุญประเสริฐ ช่างเมืองเพชร ศิษย์เอกของ ช่างทองร่วง เอมโอษฐ์ ควบคุมดูแลงานปูนปั้นสัตว์หิมพานต์ทั้งหมด

คุณสมชายเล่าว่า การออกแบบสัตว์หิมพานต์คราวนี้ทำเป็น 3 กลุ่ม คือ จตุรงคบาท หรือสี่เท้า อยู่บนดิน ทวิบาท สองเท้า จะอยู่บนเขา และสัตว์น้ำ โดยโจทย์สำคัญคือการกำหนดให้คชสีห์อยู่ตำแหน่งขวาของเกริน หมายถึงกลาโหม และสิงห์อยู่ด้านซ้าย หมายถึงมหาดไทย ทางเสด็จขึ้นพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีครุฑ พาหนะของพระนารายณ์อยู่ด้านหน้า รวมทั้งคชปักษา นกการเวก นกทัณฑิมา มีนกหัสดีลิงค์ เป็นสัญลักษณ์นำขึ้นสู่สวรรคาลัย

งานปูนปั้นฝีมือเมืองเพชรถ่ายทอดมาแต่สุโขทัย หรือทวารวดีกว่า 800 ปี แต่งานปั้นสัตว์หิมพานต์คราวนี้ยากตรงที่ต้องปั้นให้ได้สัดส่วนและรายละเอียด ยิ่งเล็กยิ่งยาก และวัสดุไม่เอื้ออำนวย ต้องทำให้เสร็จเร็ว ตัวหนึ่งใช้เวลา 3-4 วันต่อคนต่อตัว ใช้ช่างประมาณ 26 คน มีเวลา 2 เดือน

โบราณราชประเพณี ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จึงเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความผูกพันอย่างใกล้ชิดที่พสกนิกรคนไทยมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา อย่างยากจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เป็นประเพณีที่จะทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสเรียนรู้ความเป็นไทยได้ดีที่สุด